English French German Italian Portuguese Russian Spanish

ประวัติสำนักพุทธ

เกี่ยวกับสำนักพุทธ


ประวัติความเป็นมา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

                      พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย  ด้วยคนไทยส่วนใหญ่ได้เคารพนับถือพระพุทธศาสนาเป็นสรณะแห่งชีวิตสืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านานนับแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบันที่ชาติไทยเรามีความมั่นคง ดำรงเอกราช มีธิปไตยเป็นอิสระเสรีอยู่ได้ตราบเท่าทุกวันนี้ ก็ด้วยคนในชาติยึดมั่นอยู่ในสามัคคีตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีอันดีงาม ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมสร้างสามัคคีธรรมระหว่างคนในชาติ ส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากพระพุทธศาสนา ดังนั้น หลักธรรมคำสั่งสอนทางศาสนาจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาและความมั่นคงของประเทศชาติการบริหารกิจการพระศาสนานั้น เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ตามพุทธบัญญัติ แต่เนื่องจากอาณาจักรและศาสนจักรต้องประสานกันเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ รัฐบาลในฐานะผู้รับสนองพระราชภาระของพระมหากษัตริย์ จึงเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินงานกิจการทางศาสนา ตามประวัติและพัฒนาการโดยลำดับ ดังนี้
                      - สมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา มีราชบัณฑิต และ หมื่นราชสังฆการี รับมอบหมายภารกิจด้านการศาสนา
                       - ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีหน่วยงานรับผิดชอบ ๓ หน่วยงานคือ กรมธรรมการ กรมสังฆการี และกรมราชบัณฑิต
                       พ.ศ.๒๔๓๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งกรมศึกษาธิการขึ้นดูแลโรงเรียนต่าง ๆ ในขณะนั้น
                       พ.ศ.๒๔๓๕ รวมกรมธรรมการ กรมสังฆการี กรมพยาบาล กรมพิพิธภัณฑ์สถาน และกรมศึกษาธิการ เป็นกระทรวงธรรมการ
                       พ.ศ. ๒๔๔๑ “ ประกาศจัดการเล่าเรียนในหัวเมือง “ ให้ราษฎรมีความรับผิดชอบ และให้รู้จักการประกอบอาชีพ ในทางสุจริต โดยให้พระภิกษุสงฆ์เป็นผู้สั่งสอนอบรม (พ.ศ.๒๔๔๒ กระทรวงมหาดไทยได้โอนหน้าที่การอุดหนุนการศึกษา ให้กระทรวงธรรมการตามเดิม)
                       พ.ศ. ๒๔๔๕ ประกาศใช้ “ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑” ซึ่งมีบัญญัติให้พระสงฆ์ทุกระดับ มีหน้าที่บำรุงการศึกษาในวัดอีกด้วย
                       พ.ศ. ๒๔๕๙  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้มีการปรับปรุงตำแหน่งหน้าที่ ในกระทรวงธรรมการ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยมีกองบัญชาการและแบ่งกรมใหญ่มีหัวหน้าเป็นอธิบดี ๒ กรม คือ กรมธรรมการ และ กรมศึกษาธิการ และใน ๒ กรมดังกล่าว ก็มีกรมเล็ก ๆ ซึ่งหัวหน้ามี ตำแหน่งเป็นเจ้ากรมอยู่ในสังกัด คือ กรมสังฆการี กรมพระอาราม กองอธิกรณ์ ขึ้นอยู่กับกรมธรรมการ ส่วนกรมราชบัณฑิต กรมวิสามัญศึกษา กรมสามัญศึกษา ขึ้นกับกรมศึกษาธิการ
                       พ.ศ. ๒๔๖๒ ได้มีการเปลี่ยนชื่อ กระทรวงธรรมการ เป็น กระทรวงศึกษาธิการ และโปรดให้ย้ายกรมธรรมการไปรวมอยู่ในพระราชสำนักตามประเพณีเดิม ซึ่งรวมกรมสังฆการีอยู่ด้วยกันไปสังกัดอยู่ในกระทรวงธรรมการ ทั้งนี้ “โดยที่ทรงพระราชดำริว่า การศึกษาไม่ควรจะแยกจากวัด”
                      พ.ศ. ๒๔๖๙ เปลี่ยนชื่อเป็น กระทรวงธรรมการ อีกครั้งหนึ่ง และย้ายกรมธรรมการ ซึ่งรวมกรมสังฆการีอยู่ด้วยกัน ไปสังกัดอยู่ในกระทรวงธรรมการ ทั้งนี้ “โดยที่ทรงพระราชดำริว่า การศึกษาไม่ควรจะแยกจากวัด”
                      พ.ศ. ๒๔๗๔ มีการเปลี่ยนแปลงราชการในกระทรวงธรรมการและกรมสังฆการีเข้าด้วยเช่นเดิม กรมธรรมการยังคงสังกัดอยู่ในกระทรวงธรรมการเรื่อยมา แม้ภายหลังสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง
                     พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้มีประกาศพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เปลี่ยนชื่อกระทรวงธรรมการ เป็น กระทรวงศึกษาธิการ และเปลี่ยนชื่อ กรมธรรมการ เป็น กรมการศาสนา
                      พ.ศ. ๒๕๔๕ ในวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๔๕   ได้มีการแบ่งส่วนราชการกรมการศาสนาเดิม ออกเป็น ๒ หน่วยงาน คือ กรมการศาสนา สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  เป็นหน่วยงานที่ ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี
 
ที่ตั้งสำนักงาน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 
                บริเวณพุทธมณฑล
                อำเภอพุทธมณฑล
                จังหวัดนครปฐม
http://www.onab.go.th

   ประวัติความเป็นมา สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครสวรรค์


                                                        
                    ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้มีส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี  กระทรวงหรือทบวง  เรียกว่า  “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” 
                จากกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีภารกิจเกี่ยวกับการดำเนินงานสนองงานพระสงฆ์และรัฐ โดยการทำนุบำรุง ส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา ให้การอุปถัมภ์คุ้มครองและส่งเสริมพัฒนางานพระพุทธศาสนา ดูแลรักษา จัดการศาสนสมบัติ พัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งให้การสนับสนุนส่งเสริม พัฒนาบุคลากร ทั้งนี้ ให้แบ่งส่วนราชการระดับกองและอำนาจหน้าที่ของแต่ละกอง สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  จำนวน ๖ กอง ประกอบด้วย กองกลาง  กองพุทธศาสนศึกษา  กองพุทธศาสนสถาน  สำนักงานพุทธมณฑล สำนักงานศาสนสมบัติ  และสำนักเลขาธิการมหาสมาคม
                        จากการประชุมสัมมนาเรื่องนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๕  ที่พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ซึ่งประกอบด้วย กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะหน เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด ข้าราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีมติร่วมกันว่าควรมี “สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด” เป็นหน่วยงานในระดับพื้นที่ที่จะรองรับการกระจายอำนาจจากส่วนกลาง    สู่ส่วนภูมิภาค  จึงมีคำสั่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ ๔๐/๒๕๔๗  ลงวันที่ ๓๐ มกราคม  พ.ศ.๒๕๔๗  ให้จัดตั้ง “สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด” เป็นหน่วยงานระดับกองในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขึ้นในทุกจังหวัดทั่วประเทศ  ๗๕  แห่ง  ยกเว้น กรุงเทพมหานคร  เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในระดับจังหวัด  โดยมีหน้าที่สนองงาน คณะสงฆ์ และทำนุบำรุงส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา ให้การอุปถัมภ์คุ้มครองส่งเสริมและพัฒนางานพระพุทธศาสนา  ดูแลรักษาจัดการศาสนสมบัติ  รวมทั้งให้การสนับสนุน ส่งเสริมพัฒนาบุคลากรทางศาสนาในระดับจังหวัด
                        ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้การปฏิบัติงานสอดคล้องกับระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ ฉ  แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.๒๕๓๔  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๔๓  นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงไว้ โดยให้ยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕  และประกาศใช้กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๙  ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ลงนามเมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๙
                        เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้คือ  โดยที่สมควร จัดตั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด เป็น ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ขึ้นในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  เพื่อให้การทำนุบำรุงและส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนาในระดับภูมิภาคเป็นไปอย่างคล่องตัว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สมควรปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และระบุอำนาจหน้าที่ของแต่ละส่วนราชการดังกล่าวให้เหมาะสมกับสภาพของงานจึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
                        ทั้งนี้ กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวกำหนดให้แบ่งส่วนราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
                    ก.ราชการบริหารส่วนกลาง
                       (๑) กองกลาง
                       (๒) กองพุทธศาสนศึกษา
                       (๓) กองพุทธศาสนสถาน
                       (๔) สำนักงานพุทธมณฑล
                       (๕) สำนักงานศาสนสมบัติ
                       (๖) สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม
                    ข.ราชการบริหารส่วนภูมิภาค
                       สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด  มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
                       (๑) ศึกษา วิเคราะห์ และรายงานข้อมูลสารสนเทศด้านพระพุทธศาสนา เพื่อกำหนดนโยบายในระดับจังหวัด รวมทั้งเสนอแนะแนวทางไข
                       (๒) ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบาย แผนงาน โครงการของหน่วยงานในความดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด รวมทั้งรายงานผลการดำเนินงาน ปัญหาและอุปสรรคให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ
                      (๓) ส่งเสริม ดูแล รักษา และทำนุบำรุงศาสนสถานและศาสนวัตถุทางพระพุทธศาสนารวมทั้งดูแล รักษา และจัดการวัดร้างและศาสนสมบัติกลางในจังหวัด
                      (๔) ส่งเสริมและสนับสนุนให้วัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และแหล่งภูมิปัญญาของชุมชนรวมทั้งส่งเสริมให้มีศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของจังหวัด
                      (๕) ส่งเสริม สนับสนุน และประสานงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และด้านพุทธศาสนศึกษา รวมทั้งดูแลและควบคุมมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดภายในจังหวัดให้ผู้เรียนมีความรู้คู่คุณธรรม และพัฒนาบุคลากรทางพระพุทธศาสนา
                      (๖) รับสนองงาน ประสานงาน และสนับสนุนกิจการและการบริหารการปกครองคณะสงฆ์ ตลอดจนการดำเนินการตามนโยบายและมาตรการในการคุ้มครองพระพุทธศาสนา
                      (๗) ส่งเสริมและประสานการดำเนินงานในการปฏิบัติศาสนพิธีและกิจกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
                      (๘) ปฏิบัติงานตามกฎหมายในความรับผิดชอบของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้วาราชการจังหวัดหรือตามที่ได้รับมอบหมาย
                      (๙) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
 
ที่ตั้งสำนักงาน  ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์  ชั้น ๕ 
                        ถนนสวรรค์วิถี  อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ๖๐๐๐๐
                        โทรศัพท์  ๐ ๕๖๘๐ ๓๕๙๕-๗   โทรสาร ๐ ๕๖๘๐ ๓๕๙๗
                         E-mail :
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน  

  

 

 


 

แก้ไขล่าสุด (วันจันทร์ที่ 12 กรกฏาคม 2010 เวลา 07:58)