English French German Italian Portuguese Russian Spanish

พระราธเถระ

พุทธประวัติ

ชาติภูมิ

ท่าน พระราธะ เกิดในสกุลพราหมณ์ ในนครราชคฤห์ เดิมก็ชื่อ ราธะ สกุลของท่านเป็นสกุลที่มั่งคั่งสกุลหนึ่ง เมื่อราธพราหมณ์แก่เฒ่าชรา บุตรภรรยาไม่เลี้ยงดู เป็นคนยากจนเข็ญใจ จึงไปอาศัยเลี้ยงชีพอยู่กับพระภิกษุในพระเวฬุวันวิหาร ต่อมาราธพราหมณ์มีความประสงค์อยากจะบวช แต่ไม่มีใครบวชให้ เมื่อไม่ได้บวชสมประสงค์ จึงมีร่างกายซูบผอม มีผิวพรรณหม่นหมองไม่ผ่องใส พระบรมศาสดาทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์จึงตรัสถาม ทราบความแล้ว รับสั่งถามภิกษุทั้งหลายว่า ใครระลึกถึงอุปการคุณของพราหมณ์นี้ได้บ้าง พระสารีบุตรกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าระลึกได้ อยู่ในวันหนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ พราหมณ์ได้ถวายอาหารแก่ข้าพระพุทธเจ้าทัพพีหนึ่ง พระบรมศาสดาตรัสว่าดีละ ๆ สารีบุตร สัตบุรุษ เป็นคนกตัญญูกตเวที ถ้าอย่างนั้น สารีบุตรให้พราหมณ์นั้นบวชเถิด ครั้นทรงอนุญาตให้พระสารีบุตรบวชราธพราหมณ์อย่างนี้แล้ว จึงตรัสสั่งให้เลิกการอุปสมบทด้วยวิธีรับไตรสรณคมน์ ที่ได้ทรงอนุญาตไว้แล้วแต่เดิม ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นว่า ทรงอนุญาตให้สงฆ์อุปสมบทกุลบุตรด้วย ญัตติจตุตถกรรมวาจา ท่านพระราธะเป็นองค์แรก ในการอุปสมบทด้วยวิธีนี้ เมื่ออุปสมบทแล้ววันหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา กราบทูลว่า ขอพระองค์จงแสดงธรรมแก่ข้าพระพุทธเจ้าโดยย่อ ๆ ที่ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังแล้ว จักหลีกออกจากหมู่อยู่แต่ผู้เดียว เป็นคนไม่ประมาท มีความเพียร ส่งจิตไปในภาวนา พระบรมศาสดาตรัสสอนว่า “ราธะ สิ่งใดเป็นมาร ท่านจงละความกำหนัดพอใจในสิ่งนั้นเสีย อะไรเล่าชื่อว่ามาร รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตน มีความสิ้นไปเสื่อมไป เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เป็นธรรมดา ชื่อว่ามาร ท่านจงละความกำหนัดพอใจในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นเสีย พระราธะรับโอวาทที่พระบรมศาสดาตรัสสอนอย่างนี้แล้วเที่ยวจาริกไปกับพระ สารีบุตร ไม่นานก็ได้สำเร็จพระอรหัตต์ฯ ครั้นพระราธะได้บรรลุพระอรหัตต์แล้ว ท่านพระสารีบุตรมาเฝ้าพระบรมศาสดา ๆ ทรงปราศรัยตรัสถามว่า สัทธิวิหาริกของท่านนี้เป็นอย่างไร พระสารีบุตรกราบทูลว่าเป็นเป็นคนว่านอนสอนง่าย เมื่อแนะนำสั่งสอนว่า สิ่งนี้ควรทำสิ่งนั้นไม่ควรทำ ท่านจงทำอย่างนี้ อย่าทำอย่างนั้น ดังนี้ ไม่เคยโกรธเลยฯ

เอตทัคคะ

พระบรมศาสดาตรัสสอนให้ภิกษุทั้งหลายถือเอาเป็นตัวอย่างว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ว่าง่ายอย่างราธะเถิด เมื่ออาจารย์ชี้โทษสั่งสอน อย่าถือโกรธ ควรคบแต่บัณฑิตที่ตนเห็นว่าเป็นคนแสดงโทษกล่าวชม ให้เป็นดุจคนชี้บอกขุมทรัพย์ให้ เพราะคบบัณฑิตเช่นนั้นมีคุณประเสริฐ ไม่มีโทษเลยฯ และทรงยกย่องสรรเสริญพระราธะว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายด้วยปฏิภาณ คือ ญาณแจ่มแจ้งในพระธรรมเทศนาฯ ท่านพระราธะดำรงชนมายุสังขารโดยสมควรแก่กาลแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพานฯ

ข้อควรกำหนด

วิธีอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม ให้ผู้ที่จะอุปสมบทปลงผมและหนวดเสียก่อนแล้ว นุ่งผ้ากาสาวพัสตร์ ทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ไหว้เท้าภิกษุแล้ว นั่งกระโหย่งประณมมือ ถืออุปัชฌาย์เป็นภิกษุผู้ฉลาดสามารถมีพรรษาตั้งแต่ ๑๐ ขึ้นไป ด้วยคำว่า ขอท่านจงเป็นอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้าดังนี้ ๓ หน ครั้นท่านรับเป็นอุปัชฌาย์แล้ว บอกบาตรจีวร และสมมติภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้สอนซ้อม และไล่เลียงผู้ที่จะอุปสมบทถึงอันตรายิกธรรมที่เป็นเหตุขัดข้องแก่การ อุปสมบท ครั้นสอนซ้อมและไล่เลียงแล้ว ผู้สอนซ้อมและไล่เลียงเข้าไปสู่ที่ประชุมสงฆ์ ประกาศให้สงฆ์ทราบแล้ว เรียกผู้ที่จะอุปสมบทเข้าไปในท่ามกลางสงฆ์ ผู้ที่จะอุปสมบทครั้นเข้าไปถึงท่ามกลางสงฆ์แล้ว พึงไหว้เท้าภิกษุทั้งหลาย นั่งกระโหย่งประณมมือเปล่งวาจาขออุปสมบทว่า ข้าพเจ้าขออุปสมบทต่อสงฆ์ ขอสงฆ์จงเอ็นดูยกข้าพเจ้าขึ้น ดังนี้ ๓ หน ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งสมมติตนเองหรือสมมติภิกษุอื่นให้เป็นผู้ถามอันตรายิกธรรม ในท่ามกลางสงฆ์ ครั้นทราบว่าผู้จะอุปสมบทนั้น เป็นคนไม่มีอันตรายขัดข้องแล้ว ภิกษุผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้ฉลาดสามารถในกรรมนั้น พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยวาจาว่า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้าผู้มีชื่ออย่างนี้ เป็นผู้มุ่งอุปสมบทของท่านผู้มีอายุชื่ออย่างนี้ บริสุทธิ์จากอันตรายิกธรรมแล้ว บาตร จีวร ของผู้นี้บริบูรณ์แล้ว ผู้มีชื่ออย่างนี้ มีท่านผู้มีอายุมีชื่ออย่างนี้ เป็นอุปัชฌาย์ ขออุปสมบทต่อสงฆ์  สงฆ์ผู้อุปสมบทมีชื่ออย่างนี้ มีท่านผู้มีชื่ออย่างนี้เป็นอุปัชฌาย์ ความอุปสมบทบทผู้มีชื่ออย่างนี้ มีท่านผู้มีชื่ออย่างนี้เป็นอุปัชฌาย์ควรแก่ท่านผู้มีอายุผู้ใด ขอท่านผู้มีอายุผู้นั้นพึงนิ่งอยู่ ไม่ควรแก่ท่านผู้มีอายุผู้ใด ขอท่านผู้มีอายุผู้นั้นพึงพูดขึ้น ข้าพเจ้ากล่าวคำนี้ แม้หนที่ ๒ ฯลฯ ข้าพเจ้ากล่าวคำนี้แม้หนที่ ๓ ฯลฯ ผู้มีชื่ออย่างนี้ มีท่านผู้มีอายุอย่างนี้เป็นอุปัชฌาย์ สงฆ์อุปสมบทแล้ว ความอุปสมบทผู้มีชื่ออย่างนี้ มีท่านผู้มีอายุมีชื่ออย่างนี้เป็นอุปัชฌาย์ควรแก่สงฆ์ เหตุนั้นสงฆ์จึงนิ่งอยู่ ข้าพเจ้าทรงจำข้อนี้ไว้ด้วยความนิ่งอยู่อย่างนี้ เพียงเท่านี้เป็นการเสร็จอุปสมบท ต่อนั้นไป พึงสอนให้รู้จักเวลาอุปสมบทและปัจจัยที่อาศัยของผู้อุปสมบทแล้ว และกิจไม่ควรทำ ผู้อุปสมบทแล้วนั้นต้องอยู่ในสำนักแห่งอุปัชฌาย์ หรือในสำนักแห่งอาจารย์ศึกษาธรรมวินัยเป็นอย่างน้อยที่สุดเพียง ๕ ปี จนมีความรู้พอที่จะรักษาตัวเองได้ จึงจะอยู่ตามลำพัง

การอุปสมบทนี้ ทรงอนุญาตพร้อมด้วย สมบัติ ๔ เป็น ๕ ทั้งต้องทำกิจเบื้องต้นให้สำเร็จ สมบัติ ๔ นั้นคือ

๑.    วัตถุสมบัติ คนที่อุปสมบทนั้นต้องไม่เป็นคนต้องห้าม ทั้งมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์แล้ว

๒.   สีมาสมบัติ การอุปสมบทนั้นต้องทำในเขตสามัคคีแห่งสงฆ์ ซึ่งเรียกว่า สีมา

๓.   ปริสสมบัติ ภิกษุบรรดามีในเขตสามัคคีนั้น ต้องประชุมกันหมด หรือให้ฉันทะยอมให้ทำกรรมนั้น แต่ต้องประชุมกันครบองค์ คือ ในมัชฌิมชนบท ๑๐ รูป ในปัจจันตชนบท ๕ รูป

๔.   กรรมวาจาสมบัติ คือ ประกาศให้สงฆ์ทราบว่า ทำกรรมนั้นตามกำหนดที่กล่าวแล้ว และบุพพกิจ คือ กิจเบื้องต้นให้มีผู้ที่จะอุปสมบทถืออุปัชฌายะก่อน จนถึงถามอัจรายิกธรรมในท่ามกลางสงฆ์

ทรงมอบให้สงฆ์เป็นใหญ่ ในสังฆกิจ ข้อที่พระศาสดาทรงอนุญาตให้สงฆ์อุปสมบทราธพราหมณ์นี้ เป็นอันยกสงฆ์ให้เป็นใหญ่ในกิจที่สำคัญที่เนื่องด้วยการปกครองของหมู่สาวก ที่เป็นบรรพชิต ไม่ทรงให้อำนาจแก่เอกชน ดูเหมือนพระองค์เองตั้งแต่มอบอำนาจให้แก่สงฆ์แล้ว ก็ไม่ประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่ผู้ใดผู้หนึ่งเลย แม้ในการอื่น ๆ สงฆ์ก็เป็นผู้ทำเหมือนกัน ข้อที่ทรงอนุญาตให้มีอุปัชฌาย์นั้น ก็เพื่อจะให้เป็นคนนำเข้าหมู่สงฆ์และเป็นผู้คอยดูแลผิดและชอบ ข้อที่ทรงอนุญาตให้พร้อมด้วยสมบัติ ๔ นั้น ก็เพื่อจะห้ามกันคนที่ไม่ควรอยู่ในหมู่ และเพื่อจะให้กรรมอันนี้เป็นไปโดยความพร้อมเพรียงของหมู่ฯ

 

ถาม - ตอบ