English French German Italian Portuguese Russian Spanish

วิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

สำนักปฎิบัติธรรม

วิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

รวบรวมโดย
พระราชพรหมาจารย์ วิ.
เจ้าอาวาสวัดคีรีวงศ์
รองเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์
 

คำมอบการถวายชีวิตแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

อิมาหัง ภันเต ภะคะวา อัตตะภาวัง ภะคะวะโต ปริจจะชามิ.

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เจริญ ข้าพระองค์ ขอถวายอัตตภาพร่างกายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

 

คำมอบกายถวายชีวิตแด่พระอาจารย์

อิมาหัง ภันเต อาจะริยะ อัตตะภาวัง อาจะริยัสสะ ปริจจะชามิ.

ข้าแต่พระอาจารย์ผู้เจริญ ข้าพเจ้า ขอถวายอัตตภาพร่างกายแด่พระอาจารย์

 

คำอาราธนาพระอาจารย์เพื่อให้กรรมฐาน

นิพพานัสสะ เม ภันเต สัจฉิกกรณัตถายะ กัมมัฏฐานัง เทหิ

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่าน จงให้ซึ่งพระกรรมฐาน แก่ข้าพเจ้า เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานในกาลบัดนี้เถิด

 

คำสมาทานสมถกรรมฐาน (อานาปานสติ)

อุกาสะ อุกาสะ ณ โอกาสบัดนี้ ข้าพเจ้า ขอสมาทานซึ่งพระกรรมฐาน ขอขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิอัปปนาสมาธิ  และวิปัสสนาญาณ  จงบังเกิดมี ในขันธสันดานของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะตั้งสติไว้ที่ลมหายใจเข้าออกหายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ สามหนและเจ็ดหน ร้อยหนและพันหน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญ ฯ.

เมื่อสมาทานกรรมฐานแล้ว พึงนั่งขัดสมาธิ  (สุภาพสตรีจะนั่งพับเพียบก็ได้)  ขาขวาทับขาซ้าย  มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ตั้งหน้าตรง ทำกาย ทำใจให้สบาย หายใจให้เต็มที่  ไม่ต้องเกร็งตัว เกร็ง  แขน ไม่ต้องจดจ้อง ไม่ต้องบังคับจิต ไม่ต้องบังคับลม ตั้งสติไว้ที่จมูก เวลาหายใจเข้าลมกระทบมีสติรู้ เวลาหายใจออกลมกระทบมีสติรู้  เวลาหายใจเข้าภาวนาในใจว่า “  พุท “ เวลาหายใจออกภาวนาในใจว่า   “ โธ “

หากจิตคิดไปทางอื่น พึงตั้งสติกำหนดจิตที่คิด ไม่ต้องไปห้ามจิตไม่ให้คิด พึงกำหนดอย่างนี้ จนกว่าจะเมี่อย แล้วเปลี่ยนอิริยาบถและกำหนดตามเดิมต่อไป


คำสมาทานวิปัสสนากรรมฐาน

อุกาสะ อุกาสะ ณ โอกาสบัดนี้ ข้าพเจ้า ขอสมาทานซึ่งวิปัสสนากรรมฐาน ขอขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ และวิปัสสนาญาณ จงบังเกิดมีในขันธสันดานของข้าพเจ้า       ข้าพเจ้าจะตั้งสติไว้ ที่รูปยืน ในขณะยืน โดยกำหนดว่า  ยืนหนอ   ตั้งสติไว้ที่รูปเดินใน ขณะเดินโดยกำหนดว่า  ขวาย่างหนอ ซ้างย่างหนอ   ตั้งสติไว้ที่รูปนั่ง ในขณะนั่ง โดยกำหนดว่านั่งหนอ ตั้งสติไว้ที่ท้องในขณะหายใจเข้า ท้องพองขึ้นกำหนดว่า  พองหนอ   ขณะหายใจออก ท้องยุบลง กำหนดว่า  ยุบหนอ   ขณะนึกคิดตั้งสติไว้ที่นามคิด กำหนดว่า  คิดหนอ   เป็นต้น ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญ.


คำแผ่เมตตาให้แก่ตนเอง

อะหัง สุขิโต โหมิ                     ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุขกาย สุขใจ

อะหัง อะเวโร โหมิ                    ขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้มีเวรกับผู้ใด

อะหัง อัพพะยา ปัชโฌ โหมิ         ขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้เบียดเบียนกับผู้ใด

อะหัง อะนีโฆ โหมิ                    ขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจ

สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ               ขอให้ข้าพเจ้า มีความสุขกาย สุขใจ รักษาตน ให้พ้น จากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

 

คำแผ่เมตตาให้แก่ผู้อื่น

สัพเพ สัตตา                         สัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นเถิด

อะเวรา                               จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพพะยาปัชฌา                      จงเป็นสุขเป็นสุขเถิดอย่าได้เบียดเบียน ซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา                               จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ           จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตน ให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

 

คำตั้งสัจจะอธิษฐาน

ข้าพเจ้า ขอตั้งสัจจะอธิษฐาน ขออานุภาพแห่งบุญกุศล ที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญแล้วจงเป็นพลวะปัจจัยเป็นนิสัยตามส่ง ให้มีความสุขความเจริญ และเกิดปัญญาญาณ ทั้งชาตินี้ ชาติหน้าตลอดชาติอย่างยิ่ง จงถึงความพ้นทุกข์ คือพระนิพพาน ในอนาคตกาลโน้น เทอญ.

 

วิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน


พระอาจารย์ผู้ให้กรรมฐาน ควรปฏิบัติดังนี้.

วันแรก  ให้กรรมฐานไปปฏิบัติ ๖ ข้อ คือ

๑. เดินจงกรม  (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

เวลาเดินให้ทอดสายตาไปประมาณ ๔ ศอก สติจับอยู่ที่ เท้าเดินช้า ๆ เวลายกเท้าขวา ภาวนาว่า “ขวาย่างหนอ ขณะที่ใจ นึกว่าขวา ต้องยกเท้าขวา ขึ้นทันที เท้าที่ยกกับใจนึกต้องให้พร้อมกัน ขณะว่าย่าง  ต้องเคลื่อนเท้าไปพร้อมกัน  ขณะว่า หนอ  เท้าต้องลงถึงพื้นพร้อมกัน    เวลายกเท้าซ้ายก็เหมือนกัน ภาวนาว่า  "ซ้าย ย่าง หนอ ปฏิบัติให้เหมือนกับ ขวา ย่าง หนอ"

ส้นเท้า กับ ปลายเท้า ห่างกันประมาณหนึ่งคืบเป็นอย่างมากเมื่อเดินสุดเสื่อหรือสุดถนนหรือสุดสถานที่ให้เอาเท้า เคียงกัน แล้วหยุดยืนภาวนาว่า  ยืนหนอ ยืนหนอ ยืนหนอ ช้าๆ  สัก ๓  ครั้ง หรือ ๔ ครั้ง ขณะนั้นให้สติอยู่ที่ร่างกาย อย่าให้ออก ไปนอกร่างกาย แล้วกลับ จะกลับข้างซ้ายหรือ ข้างขวา ก็ได้  เวลากลับส้นเท้าอยู่กับพื้น

ยกปลายเท้าข้างที่จะกลับแล้วภาวนาว่า กลับหนอ กลับหนอ  เช่นเดียวกัน ให้หมุนเวียนไปอย่างนี้ จนกว่า จะได้ที่ที่ตนต้องการแล้วยืนภาวนาว่า ยืนหนอ ยืนหนอ ๓ ครั้งหรือ ๔ ครั้ง   แล้วเดินจงกรม ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ต่อไป

(ให้เดินกลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้ ประมาณ ๓๐ นาทีเป็นอย่างต่ำ ๑ ชั่วโมง เป็นอย่างสูง)

๒. กายนั่ง  (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

ให้เตรียมอาสนะสำหรับนั่งไว้ก่อน เวลานั่งให้ค่อย ๆ ย่อตัวลง พร้อมกับภาวนาว่า  นั่งหนอ ให้ภาวนาอย่างนี้เรื่อยไป จนกว่าจะนั่งเสร็จเรียบร้อย

วิธีนั่ง นั้น ให้นั่งขัดสมาธิ คือขาขวาทับขา ซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งตัวให้ตรงแต่จะนั่งเก้าอี้ หรือนั่งพับเพียบก็ได้ นั่งเรียบร้อยแล้ว ให้หลับตาเอาสติจับอยู่ที่ท้องพองท้องยุบ เวลาหายใจเข้าท้องพองให้ภาวนาว่า  พองหนอ เวลาหายใจออกท้องยุบ ให้ภาวนาว่า ยุบหนอ เวลาหายใจเข้า-ออก  ขณะภาวนา ว่า พองหนอ ยุบหนอ ต้องให้ทันกัน

อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน

ข้อสำคัญ ให้สติจับอยู่ที่อาการพองยุบเท่านั้นอย่าไปดูลม ที่จมูกและอย่าตะเบ็งท้อง  ให้นั่งภาวนาอย่างนี้ตลอดไปอย่างต่ำประมาณ ๓๐ นาที อย่างสูง ประมาณ ๑ ชั่วโมง

๓. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ในขณะที่นั่งอยู่นั้น ถ้าเวทนา คือ ความเจ็บปวด เมื่อย คัน เป็นต้น เกิดขึ้น ให้ปล่อยพองยุบแล้วเอาสติไปกำหนดที่เจ็บ หรือปวดเมื่อย คัน นั้น พร้อมกับภาวนาว่า เจ็บหนอ เจ็บหนอ หรือ คันหนอ  คันหนอ สุดแต่เวทนาจะเกิดขึ้น  เมื่อเวทนาหายแล้ว ให้เอาสติ ไปกำหนดที่ท้องว่า  พองหนอ ยุบหนอ ต่อไปอีกจนกว่าจะครบกำหนด

๔. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

ในเวลาที่นั่งอยู่นั้น ถ้า จิต คิดถึงบ้าน ถึงทรัพย์สิน หรือกิจการงานต่าง ๆ ให้เอาสติไปปักลงที่หัวใจ พร้อมกับภาวนาว่า คิดหนอ คิดหนอ จนกว่าจะหยุดคิด เมื่อหยุดคิดแล้วให้กลับไปกำหนดพองยุบต่อไปอีก

แม้ดีใจ เสียใจ โกรธ เป็นต้น ก็ให้กำหนด เช่นกัน  คือ ถ้าดีใจกำหนดว่า ดีใจหนอๆ ถ้าโกรธให้ กำหนดว่า โกรธหนอๆ เป็นต้น

๕. เสียง (ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

ถ้าในขณะนั่งอยู่นั้น ถ้ามีเสียงดังหนวกหู ให้ใช้สติกำหนดที่หู ภาวนาว่า “ได้ยินหนอๆ”  “จนกว่าจะหายหนวกหู เมื่อหายหนวกหูแล้ว ให้กำหนดพองยุบ ต่อไป

๖. นอน (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

เวลานอน ให้ค่อย ๆ เอนลง พร้อมกับภาวนาตามไปว่า นอนหนอ นอนหนอ จนกว่าจะนอนเรียบร้อย ขณะนั้นให้สติจับอยู่ที่อาการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อนอนเรียบร้อย แล้วให้เอาสติมาไว้  ที่ท้อง พร้อมกับภาวนาว่า พองหนอ ยุบหนอ  ๆ ต่อไปให้คอยสังเกตุให้ดีว่า จะหลับไปตอนพองหรือตอนยุบ

(วันแรก ใช้ปฏิบัติเพียงเท่านี้ วันต่อไปให้ไปส่งอารมณ์กับพระอาจารย์)

 

วันที่  ๒ ให้เพิ่มบทเรียน ๑ บท   คือ

กำหนดต้นจิตเมื่อผู้ปฏิบัติมาส่งอารมณ์ พระอาจารย์ต้องถามให้ละเอียดนับแต่การเดิน การนั่งเวทนา จิต และนอน แล้วถามสภาวะต่อไป เสร็จแล้วเพิ่มบทเรียน

การเพิ่มบทเรียนนี้ คือ ให้กำหนดต้นจิตต้นจิตได้แก่ความอยากนั้นเอง เช่น อยากลุก อยากเดิน  อยากนั่ง อยากนอน อยากถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ เป็นต้น

เวลาลุก ให้เอาสติปักลงไปที่หัวใจ ภาวนาว่า  อยากลุกหนอ  อยากลุกหนอ ให้ภาวนาว่า  อยากเดินหนอ อยากเดินหนอ เวลาเดินให้ภาวนาว่า ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ดังนี้

หมายเหตุ  ข้อสำคัญเราจะทำอะไรทุกอย่าง  ให้กำหนดต้นจิตทุก ๆ ครั้ง เวลาจะรับประทานให้ ภาวนาว่า "อยากหนอ" เวลารับประทานให้ภาวนาว่า รับประทานหนอ รับประทานหนอ  เป็นต้น

(หากเป็นพระเณรกำหนด ฉันหนอๆ)


วันที่ ๓ ถึง วันที่ ๔ - ๕ ให้เพิ่มบทเรียนอีก การเพิ่มบทเรียนในวันนี้ คือ

เพิ่มการกำหนดทวาร ๕ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้นกาย มีวิธีปฏิบัติดังนี้ คือ

๑. เวลาตาเห็นรูปให้กำหนดว่า  เห็นหนอ เห็นหนอ   ตั้งสติไว้ที่ตา  (ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน)

๒. เวลาหูได้ยินเสียงให้กำหนดว่า  ได้ยินหนอ ได้ยินหนอ  ตั้งสติไว้ที่หู

๓. เวลาจมูกได้กลิ่นให้กำหนดว่า  กลิ่นหนอ กลิ่นหนอ ตั้งสติไว้ที่จมูก

๔. เวลาลิ้นได้รสให้กำหนดว่า  รสหนอ รสหนอ   ตั้งสติไว้ที่ลิ้น

๕. เวลากายถูก เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ให้กำหนดว่า เย็นหนอๆ ร้อนหนอๆ อ่อนหน่อๆ  แข็งหน่อๆ ตั้งสติไว้ตรงที่ถูก

วันที่ ๖  เมื่อญาณที่ ๑ - ๒ เกิดขึ้นแล้ว  ให้เพิ่มบทเรียนอีก ๑ บท คือ เพิ่มเดินจงกรมระยะ ที่ ๒ ว่า

" ยกหนอ เหยียบหนอ"   เวลากำหนดว่า ยุบหนอ นั้น  ถ้ารู้สึกว่าทิ้งจังหวะ ไว้นานนิดหนึ่งท้องจึงพอง ให้เพิ่มนั่งหนอได้

ขณะว่า นั่งหนอ นั้น รูปนั่งปรากฏในใจ ดุจเราส่องกระจกชั่วแวบเดียวเท่านั้น เมื่อต่อเข้ากับบทเรียนเดิม จะได้วิธีปฏิบัติ ดังนี้

 

ก. เวลาเดินได้ ๒ ระยะ คือ

ระยะที่ ๑ ขวาย่างหนอ  ซ้ายย่างหนอ

ระยะที่ ๒ ยกหนอ เหยียบหนอ

ข. เวลานั่งได้ ๒ ระยะ คือ

ระยะที่ ๑  พองหนอ ยุบหนอ

ระยะที่ ๒ พองหนอ ยุบหนอ  นั่งหนอ

เมื่อญาณที่ ๓ และที่ ๔ เกิดแล้วให้เพิ่มบทเรียนอีก ๑ บท คือ  เพิ่มเดินจงกรม  ระยะที่ ๓ ว่า  ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ  เมื่อต่อเข้ากับบทเรียนเดิมเป็น  ๓ ระยะ ดังนี้

ระยะที่ ๑   ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ เดินประมาณ ๑๐ - ๒๐ นาที

ระยะที่ ๒   ยกหนอ เหยียบหนอ ประมาณ ๑๐ - ๒๐ นาที

ระยะที่ ๓   ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ เดินประมาณ ๑๐ - ๒๐ นาที

วันที่ ๗
เวลากำหนด พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ เมื่อถึงตอนที่ว่า นั่งหนอนั้นถ้ากำหนดว่านั่งหนอแล้ว แต่ยังทิ้งระยะห่างอยู่ คือ ท้องยังไม่พองขึ้นให้เพิ่ม  ถูกหนอ ได้อีก แต่ถ้าผู้ใดกำหนดเพียงพองหนอยุบหนอ ก็ได้สมาธิอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเพิ่มบทเรียนให้แก่ผู้นั้นอีก หรือคนเฒ่า คนแก่หรือเด็ก ๆ ก็ไม่ควรเพิ่มเวลาเดินใช้เพียง ขวาย่าง ซ้ายย่างก็พอแล้วถึงเวลานั่งก็ใช้เพียงพองหนอ ยุบหนอ   เท่านั้น  ถ้าเพิ่มบทเรียนให้มากกว่านั้น จะทำให้

ฟั่นเฝือ และไม่ได้ผลดี  เมื่อถูกเพิ่ม  หนอ  จะได้ปฏิบัติดังนี้ พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ

หมายเหตุ  
คำว่า ถูกหนอ ในที่นี้ หมายเอา  ถูกที่ก้นย้อย หรือก้นย้อยถูกกับพื้นแล้ว เอาสติปักลงไปตรงที่

ถูกนั้นยุบ นั่ง ถูกทั้ง ๓ วิธีนี้ ต้องอยู่ในระยะเดียวกัน เมื่อว่าถูกหนอ  แล้วท้องจึงจะพองขึ้น
 

วันที่ ๘
เมื่อญาณที่ ๕ –- ๖ - ๗ เกิดขึ้นแล้ว ให้เพิ่มบทเรียนอีก คือ เพิ่ม ระยะที่ ๔ ดังนี้คือ

"ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ“

เมื่อต่อเข้ากับเรียนเดิม ก็จะได้วิธีปฏิบัติดังนี้  คือ

ระยะที่ ๑  ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ เดินประมาณ  ๑๐  นาที

ระยะที่ ๒ ยกหนอ เหยียบหนอเดินประมาณ  ๑๐ นาที

ระยะที่ ๓ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ เดินประมาณ ๐ นาที

ระยะที่ ๔ ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ เดินประมาณ ๑๐ - ๒๐ นาที

วันที่ ๙  เมื่อญาณที่ ๘ - ๙ -๑๐  เกิดขี้นแล้ว ให้เพิ่มบทเรียนอีก คือ เพิ่มระยะที่  ๕   ดังนี้

ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ  เมื่อต่อเข้ากับบทเรียนเดิม จะได้วิธีปฏิบัติ  ดังนี้ คือ

ระยะที่ ๑ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ เดินประมาณ ๑๐ นาที

ระยะที่ ๒ ยกหนอ เหยียบหนอ เดินประมาณ ๑๐ นาที

ระยะที่ ๓ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ เดินประมาณ ๑๐ นาที

ระยะที่ ๔ ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ เดินประมาณ ๑๐ นาที

ระยะที่ ๕ ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ เดินประมาณ ๑๐ - ๒๐ นาที


วันที่ ๑๐   เมื่อญาณที่ ๑๐ เกิดขึ้นแล้ว ให้เพิ่มบทเรียนอีก คือ เพิ่มระยะที่ ๖ ดังนี้

ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ กดหนอ

เมื่อต่อเข้ากับบทเรียนเดิม จะได้วิธีปฏิบัติดังนี้  คือ

ระยะที่ ๑  ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ เดินประมาณ ๑๐ นาที

ระยะที่ ๒ ยกหนอ เหยียบหนอ เดินประมาณ ๑๐ นาที

ระยะที่ ๓ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ เดินประมาณ ๑๐  นาที

ระยะที่ ๔ ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ เดินประมาณ ๑๐ นาที

ระยะที่ ๕ ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ เดินประมาณ  ๑๐ นาที

ระยะที่ ๖ ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ กดหนอ เดินประมาณ ๐ นาที

ถ้ามีเวลามากให้เดินระยะละ ๑๐ นาที รวมเป็น ๑ ชั่วโมง ถ้ามีเวลาน้อยให้เดินระยะละ ๕ นาที รวมเป็น ๓๐ นาที แล้วจึงนั่ง

ส่วนการนั่งนั้น ให้เพิ่ม  ถูก  อีก ๖ แห่ง ดังนี้

๑. พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ            (ถูกก้นย้อยข้างขวา)

๒. พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ            (ถูกก้นย้อยข้างซ้าย)

๓. พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ             (ถูกเข่าข้างขวา)

๔. พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ             (ถูกเข่าข้างซ้าย)

๕. พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ             (ถูกตาตุ่มขวา)

๖. พองหนอ ยุบหนอ นั่งหนอ ถูกหนอ             (ถูกตาตุ่มซ้าย)

เป็นอันได้ความว่า บทเรียนนี้ครบบริบูรณ์ แล้วญาณ ๑๑ คือ สังขารรุเบกขาญาณก็แก่กล้าพอสมควร เมื่อญาณ ที่ ๑๑ นี้ ครบองค์คุณ ๖ ประการแล้ว พระอาจารย์ต้องเตือนผู้ปฏิบัติ มิให้ประมาทให้ปฏิบัติเคร่งครัด ระมัดระวังให้มาก เพราะจวนจะได้ผลดีเต็มที่แล้ว

ถ้าผู้ใดประมาท ขาดการกำหนดติดต่อกัน ผู้นั้นจะได้ผลช้าอาจจะเลยไปถึง ๕ วัน ๑๕ วัน  หรืออาจจะไม่ได้ผลเลยก็เป็นได้

*************

 

แก้ไขล่าสุด (วันจันทร์ที่ 24 มกราคม 2011 เวลา 08:34)

 

ถาม - ตอบ