แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว

เกี่ยวกับสำนักพุทธ

 พระจุฬามณีเจดีย์ บนยอดเขาดาวดึงส์ วัดคีรีวงศ์

         พระจุฬามณีเจดีย์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมจังหวัดนครสวรรค์ ตั้งอยู่บนเขาในเขตตัวเมืองนครสวรรค์ สร้างสมัยปลายกรุงสุโขทัย เดิมเป็นวัดร้างกลางป่าเขา มีพระธุดงค์แสวงบุญมาพบเมื่อปี 2504  ปัจจุบันเป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนครสวรรค์ มีพุทธศาสนิกชนเดินทางมาปฏิบัติกิจกรรมทางพุทธศาสนาเป็นประจำ  ภายในบริเวณวัดประกอบด้วย พระอุโบสถ สมเด็จพระพุทธโคดมจำลอง ศาลาพุทธานุภาพ,วิหารหลวงพ่อโต  และพระจุฬามณีเจดีย์ ซึ่งสร้างในสมัยศตวรรษที่ 19 ปลายกรุงสุโขทัยประมาณ 600 ปีมาแล้ว โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโก) วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ เป็นผู้ตั้งชื่อให้ และแนะนำให้สร้างพระจุฬามหาเจดีย์ไว้บนยอดเขา ภายในองค์พระเจดีย์ชั้น 4 มีพระพุทธรูปจำลองที่สำคัญของประเทศไทยไว้ให้สักการะบูชา 4 องค์ คือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) พระพุทธชินราชจำลอง พระพุทธโสธรจำลอง และพระพุทธรูปหล่อพ่อวัดไร่ขิง และภายในโดมเจดีย์ ได้วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพระพุทธประวัติไว้ให้ชมด้วย โทร. 0 5622 6199, 0 5622 1633 หรือhttp://www.kiriwong.net  การเดินทาง จากสะพานเดชาติวงศ์ ใช้ถนนสายนครสวรรค์-พิษณุโลก ถึงสี่แยกเลี้ยวขวา ประมาณ 800 เมตร อยู่ด้านซ้ายมือ


 หอชมเมือง นครสวรรค์

เทศบาลนครนครสวรรค์ ได้จัดสร้าง "หอชมเมือง" ขึ้น ณ ยอดเขาวัดคีรีวงศ์ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวมาเยือนนครสวรรค์ หอชมเมือง เป็นอาคาร 10 ชั้น สุงประมาณ 32 เมตร ประกอบด้วย
ชั้นที่ 1  เป็นจุดประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและ OTOP
ชั้นที่ 2 และ 3  ส่วนของ Indoor เป็นร้านอาหาร เครื่องดื่ม Internet Cafe’ ส่วน Outdoor เป็นพื้นที่ที่สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวจัดกิจกรรมกลางคืน เช่น ดูดาว สำหรับท่านที่สนใจเรื่องดาราศาสตร์
ชั้นที่ 10 เป็นจุดที่จัดไว้สำหรับชมตัวเมืองนครสวรรค์ โดยเทศบาลเมืองนครสวรรค์ ได้จัดกล้องส่องทางไกลไว้เพื่อความชัดเจนในการชมเมือง
หอชมเมือง นครสวรรค์ เปิดให้เข้าชม วันจันทร์ – วันศุกร์  เปิดเวลา  10.00 น – 16.30 น. วันเสาร์ – อาทิตย์  และวันหยุดนักขัตฤกษ์  เปิดเวลา  10.00 น – 20.00 น. ค่าบัตรเข้าชม  เด็ก  ราคา  10  บาท  ผู้ใหญ่  ราคา  20  บาท


อาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงบอระเพ็ดเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษาธันวาคม ๒๕๕๐

ตั้งอยู่ที่บริเวณบึงบอระเพ็ด ตำบลแควใหญ่ อำเภอเมืองนครสวรรค์  ก่อนข้ามสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าตัวเมืองนครสวรรค์ 1 กิโลเมตร มีทางแยกขวาไปบึงบอระเพ็ด 6 กิโลเมตร  อาคารมีลักษณะเป็นรูปเรือกระแชง หรือเรือเอี้ยมจุ๊น ซึ่งเป็นเรือบรรทุกสินค้าในแม่น้ำเจ้าพระยาในอดีต ขนาดกว้าง 37 เมตร ยาว 49 เมตร จัดแสดงพันธุ์ปลาต่าง ๆ กว่า 100 ชนิด ภายในตัวอาคารประกอบด้วยอุโมงค์ปลา ความยาว 24 เมตร แสดงปลาน้ำจืดหลากหลายพันธุ์ อาทิ ปลากระเบนราหูน้ำจืด ปลาบึก ปลาสะตือ แรดดำ สวายเผือกตาแดง ตะเพียนขาว ตะเพียนทอง ซิวอ้าว และปลาม้า  นอกจากนี้ยังมีตู้แสดงพันธุ์ปลารอบ ๆ อุโมงค์กว่า 30 ตู้ ประกอบด้วยปลาหายากและปลาสวยงามนานาชนิด เช่น ปลาตามิน ปลาหมอช้างเหยียบ ปลาเสือพ่นน้ำ ปลากระโห้ไทย ปลาตะเพียนขาว ตะเพียนทองทรงเครื่อง และปลากาแดง  นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสใกล้ชิดกับฉลามกบและเม่นทะเลที่บ่อปลา Touch Pool นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงตู้ปลาน้ำเค็มในส่วนห้องโถงด้านหน้าอุโมงค์อีกด้วย  สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มีห้องอาหาร ร้านขายของที่ระลึกไว้บริการ เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00 -18.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 9.30-18.00 น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 20 บาท  รายละเอียด ติดต่อ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบึงบอระเพ็ด โทร.0 5627 4525 www.bungborraped.net


 

   ทุ่งหินเทิน

ตั้งอยู่ที่หมู่ 5 ตำบลปางสวรรค์ อำเภอแม่วงก์ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 70 กิโลเมตร หรือจากอำเภอลาดยาวไปตามถนนลาดยางบ้านห้วยน้ำหอม ประมาณ 30 กิโลเมตร เป็นทุ่งหญ้าเชิงเขาที่มีกลุ่มก้อนหินขนาดใหญ่ตั้งวางซ้อนกันอยู่หลายแห่งหลายรูปแบบ กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณ ในลักษณะที่สัมผัสกันเพียงเล็กน้อยเหมือนมีคนจับวาง นับเป็นสวนหินธรรมชาติที่สวยงามแปลกตา

 

เมืองโบราณจันเสน และพิพิธภัณฑ์จันเสน

ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลจันเสน สันนิษฐานว่าอยู่ในสมัยทวารวดี บริเวณเมืองโบราณมีคูเมืองเป็นเนินดินโดยรอบ เป็นรูปสี่เหลี่ยม แต่มุมทั้งสี่เป็นรูปมนจนเกือบเป็นวงกลม ล้อมรอบด้วยคูเมืองซึ่งกว้างประมาณ 20 เมตร ปัจจุบันยังมีสภาพเป็นที่ลุ่มน้ำขัง แต่ยังเป็นร่องรอยพอมองเห็นเค้าคูเมืองได้อย่างชัดเจน มีความยาวประมาณ 800 เมตร กว้าง 700 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 300 ไร่เศษ เนื่องจากบริเวณภายในคูเมืองดังกล่าวมีลักษณะเป็นเนินสูงกว่าพื้นที่รอบนอกคูเมือง ชาวบ้านเรียกว่า “โคกจันเสน”
           ในบริเวณเมืองโบราณได้ขุดพบโบราณวัตถุหลายอย่าง ประเภทที่ทำด้วยเศษดินเผา อาทิ พระพิมพ์ต่าง ๆ ตุ๊กตา ตะเกียง ประเภทที่ทำด้วยหิน ได้แก่ ฐานบัว  ธรรมจักร  ขวานหินขัดที่ทำด้วยโลหะ   มีตุ้มหูทำด้วยตะกั่วหรือดีบุก ใบหอกที่ทำด้วยสำริด  ปัจจุบันโบราณวัตถุดังกล่าวเก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑ์จันเสน  ซึ่งตั้งอยู่ในวัดจันเสน เริ่มก่อสร้างโดยพระครูนิสัยจริยคุณ หรือที่ชาวยบ้านเรียกว่า "หลวงพ่อโอด" ได้มีดำริที่จะสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ขึ้นเพื่อให้เป็นศูนย์กลางชุมชน ภายในจัดให้มีส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อใช้แสดงเรื่องราวของจันเสนในอดีต พร้อมกันไปด้วยพระครูนิวิฐธรรมขันธ์หรือหลวงพ่อเจริญ เจ้าอาวาสรูปต่อมาเป็นกำลังสำคัญที่สานต่องานพิพิธภัณฑ์จนเสร็จสมบูรณ์โดยงบประมาณในการก่อสร้างนั้นได้มาจากแรงศรัทธาของประชาชน
          จันเสนเมืองโบราณ หลวงพ่อโอด อดีตเจ้าอาวาสวัดจันเสน ซึ่งท่านมรณภาพไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 ท่านเป็นผู้มุ่งมั่นที่จะสร้างมณฑปเจดีย์ขึ้น โดยมีความมุ่งหมายว่า
          1. ส่วนยอดของมณฑปเจดีย์จะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
          2. องค์เรือนธาตุประดิษฐาน "หลวงพ่อนาค" พระพุทธรูปปางนาคปรกที่นำมาจากเมืองลพบุรี เพื่อให้เป็นพระพุทธรูปสำคัญของชุมชน
          3. อาคารส่วนฐานของพระมหาเจดีย์ เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นของท่าน และเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองจันเสน
          พระมหาธาตุเจดีย์จันเสน อยู่ในห้องชั้นฐานของพระมหาธาตุเจดีย์ การออกแบบได้ใช้ลักษณะของสถูปในสมัยทวารวดีเป็นพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบ ใช้รายละเอียดของลวดลายทางสถาปัตยกรรมในสมัยทวารวดี ซึ่งมีคำจารึกที่ฐานพระมหาธาตุเจดีย์ศรีจันสน ให้ผู้สนใจได้อ่านประวัติความเป็นมาด้วย พิพิธภัณฑ์นี้ เปิดให้เข้าชมในวันเสาร์-อาทิตย์  ผู้ที่ต้องการเข้าชมในวันธรรมดา สามารถติดต่อทางวัดให้เปิดเข้าชมได้ มีเยาวชนอาสาสมัครจากโรงเรียนวัดจันเสน และโรงเรียนจันเสนเอ็งสุวรรณอนุสรณ์ บริการนำเที่ยวภายในบริเวณเมือง และนำชมภายในพิพิธภัณฑ์ด้วย สอบถามรายละเอียดโทร. 0 5633 9115-6
           นอกจากนี้ในวัดยังมีการรวมกลุ่มของสตรีบ้านจันเสนเพื่อทอผ้าด้วยกี่กระตุก และจัดตั้งเป็นศูนย์จำหน่ายภายในวัดด้วย ผ้าทอส่วนใหญ่เป็นผ้าฝ้าย ผ้าทอมัดหมี่จันเสน และผ้ามัดย้อม
           การเดินทาง จากกรุงเทพฯใช้ทางหลวงหมายเลข 32 เลี้ยวซ้ายเข้าอินทร์บุรี (ทางหลวงหมายเลข 11) เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 3196 เลี้ยวซ้ายตรงป้ายวัดจันเสนเข้าไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร ข้ามทางรถไฟแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าวัดจันเสน
               จากนครสวรรค์ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 มุ่งสู่จังหวัดชัยนาท ระยะทางประมาณ 52 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1 มุ่งหน้าอำเภอตาคลี ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 3196 ระยะทางประมาณ 28 กิโลเมตร เลี้ยวขวาก่อนข้ามทางรถไฟเข้าไปอีก 1 กิโลเมตร สู่วัดจันเสน


 
  เขาหน่อ-เขาแก้ว

อยู่ริมทางหลวงสายพหลโยธิน ช่วงนครสวรรค์ - กำแพงเพชร ในท้องที่ตำบลบ้านแดน อำเภอบรรพตพิสัย ระยะทางจากตัวจังหวัดประมาณ 45 กิโลเมตร และจากตัวที่ว่าการอำเภอบรรพตพิสัยประมาณ 18 กิโลเมตร เขาหน่อเป็นเขาหินปูนที่มีวัดเขาหน่ออยู่เชิงเขา มีบันไดขึ้นสู่ยอดเขาซึ่งเป็นจุดชมวิว ระหว่างทางมีถ้ำประดิษฐานพระพุทธรูปนอนองค์ใหญ่ เมื่อครั้งพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จภาคเหนือทางชลมารคสายแม่น้ำปิง เคยทรงประทับพักแรมที่นี่ ต่อมาจังหวัดได้สร้างพระบรมรูปไว้เป็นอนุสรณ์ บริเวณเชิงเขามีฝูงลิงจำนวนมาก คอยรับอาหารจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือน นอกจากนี้เวลาเย็นจะมองเห็นฝูงค้างคาวที่อาศัยอยู่ตามถ้ำน้อยใหญ่ในภูเขาบินออกไปหากิน ดูเป็นสายยาวสีดำอยู่บนท้องฟ้า
ส่วนเขาแก้ว อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน มีถ้ำหลายถ้ำซึ่งเป็นที่อยู่ของค้างคาวมากมาย ในเวลาเย็นใกล้พลบค่ำฝูงค้างคาวจะพากันบินออกหากิน
 " พระพุทธเจ้าหลวง " ได้เคยเสด็จประพาสบริเวณเขาหน่อเมื่อปี 2449 และต่อมาในปี 2452 ได้พระราชทานสิ่งของให้แก่หลวงพ่อแหยม วัดบ้านแดน ภายในวัดเขาหน่อมีจุดสำคัญต่างๆ ในการตามรอยเสด็จประพาสต้น ได้แก่  " สระเสด็จ " ที่เคยทรงน้ำ สิ่งพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 ถวายแด่ หลวงพ่อเเหยม และพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 สำหรับสักการะ

 

  บึงบอระเพ็ด


 
เป็นบึงน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ 132,737 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอท่าตะโก และอำเภอชุมแสง  ในอดีตบึงบอระเพ็ดได้ชื่อว่าเป็น "ทะเลเหนือ" หรือ "จอมบึง" เพราะมีสัตว์และพันธุ์พืชน้ำอยู่มากมาย จากการสำรวจพบว่ามีสัตว์อาศัยอยู่ประมาณ 148 ชนิด พืช 44 ชนิด เคยพบสัตว์หายากที่นี่ ได้แก่ นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร ปลาเสือตอ ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมจะมีนกเป็ดน้ำจำนวนมากอพยพมาที่บึงแห่งนี้ นกประจำถิ่น ได้แก่ อีโก้ง อีแจว ปากห่าง ซึ่งจะวางไข่ในเดือนกรกฎาคม-มีนาคม พื้นที่บางส่วนได้รับการประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า บึงบอระเพ็ดอยู่ในความดูแลของกองอนุรักษ์สัตว์ป่า และยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา โดยกรมประมงได้มาตั้งสถานีพัฒนาประมงบึงบอระเพ็ดไว้ด้วย

 การเดินทาง จากตัวเมืองนครสวรรค์ไปบึงบอระเพ็ด สามารถไปได้หลายเส้นทาง
ทางเรือ จากตลาดท่าน้ำเทศบาลเมืองนครสวรรค์ไปตามลำน้ำผ่านขึ้นไปทางเหนือ ประมาณ 6 กิโลเมตร ถึงปากคลองเข้าบึงบอระเพ็ดที่เรียกว่าคลองหนองดุก เมื่อลอดใต้สะพานรถไฟเข้าไปก็จะถึงบริเวณบึง

ทางรถยนต์ สามารถเข้าถึงบึงบอระเพ็ดได้ 2 ด้าน คือ
1) หากเข้าทางด้านเหนือ ไปตามเส้นทางสายนครสวรรค์-ชุมแสง ทางหลวงหมายเลข 225 ประมาณ 9 กิโลเมตร  จะมีทางแยกขวาอีก 2 กิโลเมตร   เข้าไปยัง สถานีพัฒนาประมงน้ำจืดบึงบอระเพ็ด ในบริเวณมี ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด จัดแสดงตู้ปลาน้ำจืดชนิดต่าง ๆ เช่น ปลากระโห้ ปลากระเบนขาว ปลากะพงขาว ปลาเทโพ ปลายี่สก ฯลฯ เปิดให้ชมฟรี เวลา 08.30-16.30 น.ในวันธรรมดา และ 09.00-16.30 น.ในวันเสาร์-อาทิตย์  โทร. 0 5623 0183 นอกจากนี้ยังมีบ่อเพาะพันธุ์จระเข้  มีเรือหางยาวนำชมบึง  เรือลำเล็กจุได้ 5 คน ไม่รวมคนขับ ราคา 300 บาท เรือลำใหญ่จุได้ 10 คน ราคา 400 บาท เรือจะล่องไปถึงเกาะลัดและกลับใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง สามารถนำอาหารไปรับประทานบนเรือได้ มีเรือบริการระหว่างเวลา 09.00-17.00 น. แต่ถ้าล่องในช่วงแปดถึงเก้าโมงเช้าจะพบนกได้ง่ายกว่า สอบถามรายละเอียดได้ที่สถานีพัฒนาประมงน้ำจืดบึงบอระเพ็ด โทร. 0 5622 1561

2) อีกเส้นทางหนึ่งคือเข้าทางด้านทิศใต้ของบึงบอระเพ็ด จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 3001 สายนครสวรรค์-ท่าตะโก ประมาณ 20 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายตามป้ายอีก 4 กิโลเมตร   ถึง อุทยานนกน้ำ หรือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ในบริเวณที่ตั้งสำนักงานมีสวนพักผ่อน มีนกหลายชนิดให้ชม เรือหางยาวนำชมบึงบอระเพ็ดค่าบริการเหมาลำ ชั่วโมงละ 200 บาท มีบ้านพักบริการ สอบถามรายละเอียดได้ที่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด หรือสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด ซึ่งเป็นที่ตั้งของชมรมดูนกจังหวัดนครสวรรค์ โทร. 0 5622 7874 เปิดทุกวัน เวลา 08.30-16.30 น.

 


ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา

นครสวรรค์ได้ชื่อว่าเป็นเมืองต้นแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งนี้เนื่องจากแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่านได้ไหลมาบรรจบกันที่ตำบลปากน้ำโพ บริเวณด้านหน้าเขื่อนในตัวเมือง ซึ่งเป็นจุดรวมของแม่น้ำทั้งสองสายดังกล่าว จะมองเห็นถึงความแตกต่างของสายน้ำทั้งสองได้อย่างชัดเจน กล่าวคือแม่น้ำน่านจะมีสีค่อนข้างแดง และแม่น้ำปิงจะเป็นสีค่อนข้างไปทางเขียว เมื่อมาบรรจบกันแล้วจึงค่อยๆ รวมตัวเข้าด้วยกันกลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ เป็นสายสำคัญของประเทศไทย ไหลผ่านจังหวัดต่างๆ ในภาคกลางไปจนถึงกรุงเทพมหานคร และออกอ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรปราการ มีความยาวประมาณ 370 กิโลเมตร
นักท่องเที่ยวที่ต้องการจะเที่ยวทางเรือเพื่อชมทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และแวะนมัสการหลวงพ่อโตที่วัดปากน้ำโพ (วัดทองธรรมชาติเหนือ) สามารถเช่าเรือจากท่าน้ำเจ้าพระยา โดยเสียค่าเช่าเรือประมาณ 180 บาท (ไปกลับ) เรือบรรทุกได้ 15 คน

 


  
 อุทยานสวรรค์

เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่อยู่กลางเมืองนครสวรรค์มีผู้นิยมไปพักผ่อนหย่อนใจกันมาก มีเนื้อที่ 314 ไร่ ใกล้ทางแยกสายเชียงใหม่ - พิษณุโลก ติดกับถนนสายเอเซีย อุทยานสวรรค์ประกอบด้วยหนองน้ำขนาดใหญ่ เรียกว่า หนองสมบุญ มีถนนวงแหวน 2 ชั้นล้อมรอบ ตรงกลางเป็นเกาะซึ่งมีเนื้อที่ 4 ไร่ มีสวนหย่อม สนามหญ้า น้ำพุ เวทีกลางแจ้ง น้ำตก ริมฝั่งน้ำภายในอุทยานจัดเป็นสวนสุขภาพ ด้านหน้าของสวนสาธารณะสร้างอย่างสวยงาม มีห้องน้ำ ห้องแต่งตัวบริการแก่นักท่องเที่ยว


วัดจอมคีรีนาคพรต

(วัดเขา) อยู่บนยอดเขาบวชนาค ระหว่างเชิงสะพานเดชาติวงศ์และค่ายจิรประวัติ ตำบลนครสวรรค์ออก อำเภอเมือง  ตำนานกล่าวว่า เมื่อกองทัพพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตกในครั้งที่ 2 ได้แล้ว จึงร่วมกันสร้างวัดนี้ขึ้นเพื่อแสดงว่านับถือพุทธศาสนาเช่นกัน สิ่งที่น่าสนใจในวัดได้แก่ รอยพระพุทธบาทจำลองและพระอุโบสถที่ชาวบ้านเรียกว่า โบสถ์เทวดาสร้าง ทุกๆ เดือน 12 ของปีจะมีงานนมัสการและปิดทองรอยพระพุทธบาทจำลองนี้เรียกว่า งานวัดเขา ซึ่งนอกจากจะมีงานสมโภชน์แบบงานวัดทั่วไปแล้วยังมีการแข่งขันเรือยาวอีกด้วย เมื่อขึ้นไปอยู่บนยอดเขาบวชนาคและมองลงมาจะเห็นทัศนียภาพที่สวยงามของสะพานเดชาติวงศ์ แม่น้ำเจ้าพระยา และเขากบ  การเดินทาง   ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 32 สายเอเชียก่อนถึงสะพานเดชาติวงศ์เลี้ยวซ้ายเข้าวัด ระยะทางห่างจากตัวเมืองประมาณ  1 กิโลเมตร


 
 
  เขาพระ – เขาสูง

ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองกลับ เป็นดินแดนมหัศจรรย์ที่มีทรัพยากรอันทรงคุณค่าอย่างยิ่ง อาทิ หินแกรนิตสีชมพู หินสีดำ และหินมรกต บนยอดเขาพระมีหินก้อนสีชมพูขนาดมหึมาวางเรียงรายทับซ้อนกันเด่นตระหง่านอย่างน่ามหัศจรรย์ ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์อันสวยงามของอำเภอหนองบัว ก่อนเดินทางถึงยอดเขาจะต้องผ่านซอกเขา หรือซอกหินหนีบ มีขนาดแคบประมาณ 30 เซอยนติเมตร เป็นจุดที่ท้าท้ายความสามารถต่อการพิสูจน์ความสวยงามของยอดเขาพระ-เขาสูง แห่งนี้ รวมถึงพรรณไม้นานาชนิดที่น่าศึกษา เช่น ป่าลาน นอกจากนี้ยังมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำหลวงพ่อไกร อ่างเก็บน้ำคลองไม้แดง และอ่างเก็บน้ำคลองวังเหียง
 การเดินทาง จากนครสวรรค์ใช้ทางหลวงหมายเลข 225 สายชุมแสง-หนองบัว ระยะทาง 72 กิโลเมตร เลยสี่แยกหนองบัวประมาณ 100 เมตร เลี้ยวขวาระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร


 
  ศาลเจ้าแม่หน้าผา

เรียกทั่วไปว่า ศาลเจ้าปึงเถ่าม่า หรือ ศาลเจ้าแม่ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิงด้านทิศตะวันตก บริเวณริมฝั่งเป็นโขดหินสูงชันจึงเรียกว่า หน้าผา ห่างจากตลาดปากน้ำโพขึ้นไปตามถนนโกสีย์ประมาณ 2 กิโลเมตร ภายในศาลเจ้ามี ปึงเถ่าม่า เป็นเทพประธานร่วมกับ ปึงเถ่ากง (เจ้าพ่อ) ที่สร้างจำลองเจ้าพ่อเทพารักษ์ และมีเทพเจ้าอื่น ๆ อีกหลายองค์ ซึ่งประชาชนนิยมมาสักการะเพื่อเป็นสิริมงคล   ปึงเถ่ากง และปึงเถ่าม่า เป็นเทพเจ้าที่เคารพกราบไหว้ในหมู่คนจีนโพ้นทะเล เป็นชื่อตำแหน่งของเทพเจ้าผู้เป็นใหญ่ที่ให้การคุ้มครองปกปักรักษาผู้ที่อาศัยในเขตคามที่ท่านดูแลอยู่ เปรียบเทียบได้กับ พระภูมิ ของไทยนั่นเอง


 
 
 

 ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์-เจ้าแม่ทับทิม

 

เรียกกันทั่วไปว่า ศาลเจ้าปึงเถ่ากง ตั้งอยู่บนถนนสายนครสวรรค์ - ชุมแสง ริมฝั่งขวา (ฝั่งตะวันออก) ของแม่น้ำเจ้าพระยาตรงบริเวณที่มีแม่น้ำสองสี สี่สายมารวมกันเรียกว่า ปากน้ำโผล่  หรือปากน้ำโพ  ซึ่งเป็นจุดชมต้นแม่น้ำเจ้าพระยา ศาลแห่งนี้เป็นที่เคารพสักการะและเป็นจุดรวมน้ำใจของชาวบ้านมากว่า 100 ปี นอกจากนี้ยังมี เจ้าพ่อกวนอู เจ้าแม่ทับทิม เจ้าแม่สวรรค์ และเจ้าพ่อสามตา (เทพเจ้าแห่งทหารและการแสดง) และยังมีระฆังเนื้อสัมฤทธิ์ผสมเงินจารึกด้วยภาษาจีนซึ่งผู้มีจิตศรัทธาได้นำมาถวายเมื่อปี พ.ศ. 2413  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โทร. 0 5625 5807  
         การเดินทาง   ใช้เส้นทางสายนครสวรรค์ - ชุมแสง หมายเลข 225  ระยะห่างจากตัวเมืองประามณ 3 กิโลเมตร ศาลจะตั้งอยู่ทางซ้ายมือ หรือใช้บริการเรือข้ามฟากจากตลาดบริเวณหน้าเขื่อน มีเรือบริการตั้งแต่ 05.00 - 19.00 น.


 
 

 สถานีพัฒนาประมงน้ำจืดบึงบอระเพ็ด

 

อยู่ทางด้านเหนือของบึงบอระเพ็ด ที่ตำบลแควใหญ่ อำเภอเมือง ไปตามเส้นทางสายนครสวรรค์-ชุมแสง ทางหลวงหมายเลข 225 ประมาณ 9 กิโลเมตร  จะมีทางแยกขวาอีก 2 กิโลเมตร   เข้าไปยัง สถานีพัฒนาประมงน้ำจืดบึงบอระเพ็ด ในบริเวณมี ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด จัดแสดงตู้ปลาน้ำจืดชนิดต่าง ๆ เช่น ปลากระโห้ ปลากระเบนขาว ปลากะพงขาว ปลาเทโพ ปลายี่สก ฯลฯ เปิดให้ชมฟรี เวลา 08.30-16.30 น.ในวันธรรมดา และ 09.00-16.30 น.ในวันเสาร์-อาทิตย์  โทร. 0 5623 0183 นอกจากนี้ยังมีบ่อเพาะพันธุ์จระเข้  สะพานทางเดินชมธรรมชาติ และมีเรือหางยาวนำชมบึง  เรือลำเล็กจุได้ 5 คน ไม่รวมคนขับ ราคา 300 บาท เรือลำใหญ่จุได้ 10 คน ราคา 400 บาท เรือจะล่องไปถึงเกาะลัดและกลับใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง สามารถนำอาหารไปรับประทานบนเรือได้ มีเรือบริการระหว่างเวลา 09.00-17.00 น. แต่ถ้าล่องในช่วงแปดถึงเก้าโมงเช้าจะพบนกได้ง่ายกว่า สอบถามรายละเอียดได้ที่สถานีพัฒนาประมงน้ำจืดบึงบอระเพ็ด โทร. 0 5622 1561


 
 
 เมืองโบราณโคกไม้เดน
 
อยู่ที่ตำบลท่าน้ำอ้อย พบซากกำแพงเนินดิน ซึ่งแสดงถึงความเป็นเมืองเก่าสมัยสุโขทัย เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ได้ขุดพบรูปปั้นช้างพญาฉัททันต์ อายุกว่า 1,000 ปี คำว่า "โคกไม้เดน" เป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง คนสมัยเก่าเรียกบ้านโคกไม้เดนว่า "เมืองบน" สร้างขึ้นในสมัยทวารวดี ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11-16 (พ.ศ. 1000-1500) ตัวเมืองบนมีลักษณะเป็นรูปรีคล้ายหอยสังข์ ขนาดยาวประมาณ 250 เมตร กว้าง 600 เมตร คล้ายกำแพงเมืองนครปฐม เมืองเสมา จังหวัดนครราชสีมา และเมืองพญาแร่ จังหวัดชลบุรี


   
 วัดบางมะฝ่อ

เป็นวัดเก่าแก่สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย จุดน่าสนใจอยู่ที่โบสถ์ มีประตูหน้าต่างรูปทวารบาล ฝาผนังด้านในเป็นภาพพุทธชาดก ในวิหารมีภาพพุทธประวัติเป็นฝีมือช่างเก่า พระประธานปางมารวิชัยมีความแปลกตรงที่มีตาลปัตรอยู่ด้วย และในวิหารมีรอยพระพุทธบาทที่งดงามมาก มีการจัดงานประจำปีของวัด ในวันแรม 9 ค่ำ และ 10 ค่ำ เดือน 11 เป็นประจำทุกปี
การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข 3005 สายนครสวรรค์-โกรกพระ ห่างจากตัวที่ว่าการอำเภอประมาณ 3 กิโลเมตร

 

 วัดถ้ำพรสวรรค์

 

ตั้งอยู่ที่ตำบลลำพยนต์ ถนนลาดยางห่างจากตัวจังหวัด 105 กิโลเมตร ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ 10 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 1สายตากฟ้า-โคกสำโรง กิโลเมตรที่ 224 วัดอยู่ทางซ้ายมือ  ภายในแบ่งออกเป็น 2 ตอน ตอนแรกเป็นห้องเล็ก ตอนที่สองเป็นห้องใหญ่ มีพระพุทธรูปและสิ่งก่อสร้างอยู่มาก มีน้ำตกจำลอง สระน้ำตรงกลางถ้ำ พื้นถ้ำเทคอนกรีตหมด บรรยากาศเย็นสบาย ไม่มีค้างคาวอาศัยอยู่ ภายในถ้ำติดตั้งระบบไฟฟ้า และประปา ด้านข้างปากทางเข้าถ้ำมีพระพุทธบาทเกือกแก้ว


 
 

 วัดช่องแค

 

ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ตำบลช่องแค เป็นวัดที่สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี 2458 โดยหลวงพ่อพรหม  ถาวโร พระเกจิชาวพระนครศรีอยุธยา หลังจากที่ท่านได้แวะธุดงค์ที่บ้านช่องแค ขณะที่นั่งสมาธิในถ้ำท่านได้เกิดปัญญาขึ้นโดยฉับพลัน ท่านจึงได้สร้างวัดขึ้นและถวายเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา   ปัจจุบันศิษยานุศิษย์ได้นำร่างที่ละสังขารที่ไม่เน่าเปื่อยของหลวงพ่อพรหม ถาวโร มาให้ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาได้กราบไหว้ที่วัด
 การเดินทาง จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 เลี้ยวซ้ายเข้าอินทร์บุรี (ทางหลวงหมายเลข 11) เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 3196 เลียบคลองชลประทานถึง กิโลเมตรที่ 18 เลี้ยวขวาเข้าวัดช่องแค

 

 สะพานเดชาติวงศ์

ตั้งอยู่บนถนนพหลโยธิน ก่อนเข้าสู่ใจกลางเมืองนครสวรรค์ เป็นสะพานที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย กรมทางหลวงวางแผนสร้างข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้เป็นประตูสู่ภาคเหนือ เมื่อปี 2485 เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กมีความยาว 404.5 เมตร ทางรถกว้าง 6.50 เมตร ทางเท้าข้างสะพาน 1 เมตร ยังเป็นจุดชมวิวแม่น้ำสองสีที่สวยงามที่สุดอีกจุดหนึ่ง

  
  วัดหนองกลับ

 
   

ตั้งอยู่ที่หมู่ 3 ตำบลหนองกลับ ชาวบ้านส่วนใหญ่เรียกกันว่า “วัดหนองกลับ” สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2363 ในสมัยรัชกาลที่ 2 เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อ “หลวงพ่อเดิม” ขนาดเท่าองค์จริง เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ จนชาวบ้านยกย่องว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งเมืองสี่แคว” ภายในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์วัดหนองกลับรวบรวมของเก่าแก่ไว้มากมาย อาทิ พระพุทธรูปสมัยต่างๆ เครื่องลายคราม สมุดข่อยโบราณ และของใช้ในครัวเรือนโบราณ โดยมีการจัดไว้เป็นหมวดหมู่ไว้อย่างน่าชม 

 
 

 พุทธศาสนสถานหลวงพ่อดำ

 
หลวงพ่อดำ ประดิษฐานอยู่ที่วัดสระทะเล ตำบลโคกเดื่อ กรมศิลปากรสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงสุโขทัยมีอายุประมาณ 700 ปีเศษ แต่เดิมชาวบ้านพบพระพุทธรูปอยู่กลางป่าสามองค์ ปัจจุบันเหลือเพียงองค์เดียว เรียกขานตามกันว่า หลวงพ่อดำ วัดสระทะเล
          การเดินทาง  ใช้ทางหลวงหมายเลข 11 จากอำเภอหนองบัวเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 3004 ตรงมาประมาณ 8 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าทางวัดโคกเดื่อประมาณ 2 กิโลเมตร
หมายเหตุ สามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอไพศาลี ได้ที่ศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยว ฝ่ายปกครองอำเภอไพศาลี โทร. 0 5625 9272

 

 

 ป่าไพศาลี

 
บริเวณเทือกเขาสอยดาวในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาคอกป่าเขาโลมนาง และป่าเขาสอยดาว เนื้อที่ประมาณ 38,000 ไร่ สภาพภูมิประเทศ เป็นภูเขาสูงชัน มียอดสูงสุด สูง 558 เมตร เป็นพื้นที่เขตรอยต่อ 3 จังหวัด คือ นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ และลพบุรี มีธรรมชาติที่สวยงาม มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ได้แก่ น้ำตกซับสมบูรณ์ใน สวนรุกขชาติ 100 ปี และน้ำตกซับใหญ่ พิชิตยอดสอยดาว เขตบ้านเขาเขียว น้ำตกทั้งสองแห่งนี้ปกติจะมีน้ำเฉพาะในเดือน มิถุนายน-ตุลาคม
          สภาพป่าที่นี่ประกอบด้วยป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดงดิบแล้ง และป่าทุ่งหญ้า จึงมีความหลากหลายทางระบบนิเวศเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด เหมาะแก่การศึกษาเรียนรู้ทางธรรมชาติที่สวยงาม อาทิ มีจุดชมวิวบนยอดเขาที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพกว้างไกล มีจุดพักแรมบนยอดสอยดาวเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นและตก ในฤดูหนาวอากาศหนาวเย็นมากจึงเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการความท้าทาย
          มีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ จากน้ำตกซับสมบูรณ์ถึงน้ำตกซับใหญ่ เป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มุ่งเน้นให้นักท่องเที่ยวได้เกิดการเรียนรู้ และได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย อีกทั้งยังได้ชื่นชมกับความสวยงามของธรรมชาติ โดยมีระยะทางในการเดินป่า 7-15 กิโลเมตรใช้เวลาท่องเที่ยว 1-3 วัน ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของนักท่องเที่ยว ฤดูกาลท่องเที่ยวที่เหมาะสมคือ เดือนกรกฎาคม-ธันวาคมของทุกปี สนใจติดต่อสวนรุกขชาติ 100 ปี หมู่ 6 ตำบลวังข่อย อำเภอไพศาลีติดต่อได้ที่ ฝ่ายปกครอง อำไพศาลี รายละเอียดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในอำเภอไพศาลีติดต่อได้ที่ ฝ่ายปกครอง อำเภอไพสาลี โทร.0 5625 9272

 

 

 รอยพระพุทธบาท

 
มีลักษณะเป็นแผ่นหินชนวนสีเขียวแกะสลัก สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระยาลิไท แห่งกรุงสุโขทัย จากเอกสารที่มีผู้บันทึกไว้ทำให้ทราบว่า รอยพระพุทธบาทนี้ได้อัญเชิญมาจากกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พร้อมกับผู้คนที่เกณฑ์มาสร้างเมืองเวสาลี โดยได้นำไปประดิษฐานไว้บนยอดเขา แล้วสร้างวิหารครอบภูเขาลูกนี้ คือที่ตั้งของวัดพระพุทธบาท ตำบลสำโรงชัย ในปัจจุบัน
          พระครูนิมุตพัฒนาทร เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันได้ค้นพบรอยพระพุทธบาทบริเวณวัดอีกรอยหนึ่ง มีลักษณะเป็นรอยพระพุทธบาทประทับอยู่บนแผ่นหิน สร้างมณฑปครอบไว้  และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ที่ส่วนยอด และมณฑปหลังนี้ยังได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นเมื่อ พ.ศ.2537 จากสมาคมสถาปนิกสยาม  และบริเวณทางเดินขึ้นไปนมัสการพระธาตุ สันนิษฐานว่าเป็นฐานเจดีย์เก่า
          การเดินทาง  ใช้เส้นทางเดียวกับเมืองเก่าตามถนนสายบ้านหนองไผ่-บ้านโคกเจริญ วัดพระพุทธบาทอยู่เลยจากทางแยกไปเมืองเก่าประมาณ 5 กิโลเมตร

 

 

 เมืองเก่าเวสาลี

 
จากการสำรวจของกรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ.2511 พบว่าเป็นเมืองสี่เหลี่ยมผืนผ้า มุมมน มีกำแพงดิน 2 ชั้น มีคูเมืองคั่นกลาง ยาวประมาณ 700 เมตร กว้าง 500 เมตร สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยทวารวดี บริเวณที่ตั้งชุมชนเป็นที่ราบลุ่มมีทางน้ำไหลผ่าน จากการขุดแต่งใน พ.ศ.2539 พบว่า โบราณสถานซึ่งอยู่บริเวณด้านตะวันออกของเมืองเป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย ประกอบด้วยอุโบสถ มณฑป วิหาร เจดีย์ และผลจากการศึกษาหลักฐานชั้นดินทางโบราณคดี พบว่า ก่อนการสร้างโบราณสถาน  กลุ่มเมืองเก่าเวสาลีแห่งนี้ ได้มีชุมชนตั้งหลักแหล่งอยู่ก่อนแล้ว เป็นชุมชนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ซึ่งได้มีการพัฒนาเข้าสู่การเป็นชุมชนคูน้ำคันดินในสมัยทวารวดี
              เมืองเวสาลีเคยเป็นเมืองหน้าด่านเล็ก ๆ ของกรุงละโว้ในดินแดนสุวรรณภูมิ ปรากฏหลักฐานซากวัตถุโบราณ เช่น พระปรางค์ หอสมุด และพระพุทธรูปฝีมือขอมโบราณ ราว พ.ศ.1100-1400 ขอมได้มีอำนาจเจริญรุ่งเรืองในแคว้นสุวรรณภูมิ ตลอดทั้งในแคว้นโคตรบูร แคว้นโยนก และแคว้นทวารวดี โดยมีกรุงละโว้เป็นราชธานี เมืองเวสาลีนี้ได้สร้างขึ้นในสมัยนั้น มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับกรุงสุโขทัย นครโยนก เมืองโอฆะบุรี และเมืองศรีเทพ โดยที่เมืองเหล่านี้ได้สร้างขึ้นไว้เพื่อเป็นเมืองหน้าด่านของกรุงละโว้ทั้งสิ้น
              ภายหลังเมืองเวสาลีตกอยู่ภายใต้การปกครองของกรุงสุโขทัย และได้ถูกปล่อยร้างมาราว 400 ปี จนถึง พ.ศ.2199 สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 28 แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ เมืองละโว้ขึ้นเป็นราชธานีอีกแห่ง ให้ชื่อเมืองลพบุรี พระองค์ทรงดำริเห็นว่า หัวเมืองฝ่ายเหนือยังไม่สงบลงได้ง่าย เพราะมีพม่าคอยหนุนหลัง ประกอบเป็นที่ราบลุ่มทำนาข้าวได้ดี เหมาะแก่การที่จะตั้งกองรักษาด่านไว้เพื่อป้องกันข้าศึกทางฝ่ายล้านนา จึงได้บูรณะเมืองเวสาลีขึ้นใหม่
             การเดินทาง  จากทางหลวงหมายเลข 3330 จากอำเภอตากฟ้า เลี้ยวขวาระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 27-28 ถนนบ้านหนองไผ่-บ้านโคกเจริญ ตรงหัวโค้งแรกจะมีทางตรงขึ้นไปประมาณ 1 กิโลเมตร เมืองเก่าเวสาลีอยู่ทางขวามือ

 

 

 บ้านมอญ

 

ตั้งอยู่ตำบลบ้านแก่ง อำเภอเมืองห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศเหนือประมาณ 16 กิโลเมตร  บ้านมอญตั้งชื่อหมู่บ้านตามความเป็นมาในอดีตมีชาวบ้านมอญ 4 ครอบครัว ได้อพยพมาจากอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มาพบแหล่งดินเหนียวบริเวณตำบลบ้านแก่ง ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมในการปั้นโอ่งมาก  ปัจจุบันมีการประยุกต์ผลิตภัณฑ์ใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลายยิ่งขึ้น


 
 

 วัดเขาดินใต้ หรือวัดพระหน่อธรรินทร ใกล้วารินคงคาราม

 

เมื่อครั้งรัชกาลที่5 เสด็จประพาสต้นเมืองกำแพงเพชรทางชลมารค  ได้แวะเมืองนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2449 ทรงสนทนาธรรมกับ " หลวงพ่อเฮง " อดีตเจ้าอาวาส  เป็นที่พอพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่งและทรงแต่งตั้งให้เป็นพระครูชั้นพิเศษ นาม  " พระครูพิสิษฐสมถคุณ "   
         " หลวงพ่อเฮง " เป็นพระที่รัชกาลที่5 ทรงนับถือมากจนได้รับนิมนต์เข้าไปในพระราชพิธีต่างๆ  ตลอดรัชกาล   และได้รับพระราชทานสิ่งของเครื่องใช้หลายอย่าง  ซึ่งทางวัดมหาโพธิ์ได้เก็บรักษาไว้และดังปรากฎในพระราชหัตถเลขาของร.5 ทรงบันทึกไว้ว่า  ทรงเลื่อมใสในศีลา- จารวัตรหลวงพ่อเองมาก และทรงบริจาคเงิน 100 บาท ร่วมสร้างศาลวัดเขาดินใต้ 
         " วัดเขาดิน หรือ วัดเขาดินใต้ "  ในปัจจุบันเนื่องจากต่อมาภายหลังได้มีการสร้างวัดเขาดินเหนือโดยวัดเขาดินใต้นี้เป็นวัดเก่าแก่สร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย อายุประมาณ 200 ปีเศษ  ตั้งอยู่ในเขตตำบลเขาดิน อำเภอเก้าเลี้ยว  จังหวัดนครสวรรค์ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิงฝั่งตะวันตกด้วยเหตุนี้เองจึงมีชื่อเต็มว่า  "  วัดพระหน่อธรณิรนทรใกล้วารินคงคาราม " ตั้งอยู่ตรงข้ามวักมหาโพธิ์ใต้  ซึ่งเป็นวัดพี่วัดน้องกันเพราะหลวงพ่อเฮงท่านเป็นเจ้าอาวาสปกครองดูแลทั้ง 2 วัด
         ซึ่งภายในวัดมีจุดสำคัญต่างๆ ในการตามรอยเสด็จประพาสต้น ดังนี้    นมัสการ " หลวงพ่อเฮง "  แวะชมวิหารเล็ก ตั้งอยู่บนเขาหน้าวัดเขาดินประดิษฐรอยพระพุทธบาทจำลองที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถถวาย     "หลวงพ่อเฮง "  เมื่อ พ.ศ. 2456  แวะชมพระอุโบสถบนยอดเขามรทางขึ้นเป็นบันไดนาคสวยงามมาก  และ ถ้ำลับแล
         การเดินทาง  ใช้ทางหลวงหมายเลข ๑๑๗ สายนครสวรรค์-พิษณุโลก ประมาณ ๒ กิโลเมตร แล้วแยกซ้ายมือไปทางบ้านแก่งอีกประมาณ ๑๓ กิโลเมตร วัดอยู่ติดถนนทางด้านขวามือ ห่างจากจังหวัดเพียง ๑๕ กิโลเมตร

 
 

 ศาลาที่ประทับ ร.5 หน้าวัดเขื่อนแดง

 
วัดศรีสุวรรณ  หรือวัดเขื่อนแดง  เนื่องด้วยสถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งค่ายทหารนครสวรรค์มาก่อนเมื่อ ครั้งที่ร.5 เสด็จประพาสต้นเมืองนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ร.ศ. 125 ( พ.ศ. 2449 ) พระองค์ท่านประทับที่ศาลาหน้าวัดแห่งนี้ เพื่อพิจารณาคดีตามคำปรึกษาของศาลทหารให้ประหารชีวิตคดีอ้ายวิม  พลทหารฆ่านายสิบตายเนื่องจากเป็นเวลารักษาราชการเสด็จพระราชดำเนิน   และทำผิดพระราชกำหนดกฎหมายข้อบังคับของค่ายทหารที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่  ถ้าลดหย่อนโทษจะเป็นเยี่ยงอย่างให้มีความกำเริบ
  
            ความสำคัญของสถานที่แห่งนี้น่าสนใจมากเนื่องจากเป็นนครสวรรค์เก่า โดย พระองค์เจ้าจิรประวัติ  ซึ่งเป็นพระราชโอรสของรัชกาลที่ 5  พระองค์ท่านมีความสามารถทางด้านการทหารและถูกส่งไปศึกษาด้านวิชาทหารในต่างประเทศ   และในสมัยนั้นพระองค์ทรงเป็นเสนาธิการทหารบกคนแรกต่อมาค่ายทหารนครสวรรค์เดิมจึงถูกย้ายไปฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา  เมื่อปี พ.ศ. 2485  เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่พระองค์เจ้าจิรประวัติ จึงใช้ชื่อว่า  "ค่ายจิรประวัติ" จวบจนปัจจุบัน


   วัดเกาะหงษ์

 

ในการเสด็จประพาสต้นทางเหนือของ " พระพุทธเจ้าหลวง "  ได้เสด็จผ่านมาถึง " วัดบ้านเกาะ " หรือวัดเกาะหงษ์  "  เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม  พ.ศ.  2449 ( ร.ศ 125 )  พระองค์นมัสการพระประธานในโบสถ์  และนมัสการ " หลวงปู่กัน"  ซึ่งเป็นสมภารวัดในขณะนั้น    โดยภายในพระอุโบสถ   พระองค์ทรงเห็น  " พระสังกัจจายน์ " ยืนมือกุมท้อง  ทรงพอพระทัยเป็นอันมากจึงขอเชิญพระกัจจายน์ไป   แล้วพระราชทานพระราชทรัพย์จำนวน 1 ชั่ง  (  80 บาท )   เพื่อให้จัดสร้างขึ้นใหม่แทนซึ่งก็คือองค์ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน    ความอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งของวัดแห่งนี้ก็คือ การรักษาโรคด้วยวิธี " เหยียบฉ่า "  โดยหมอจะนำเท้าจุ่มสมุนไพร แล้วนำไปเหยียบแผ่นเหล็กที่กำลังเผาไฟจนร้อนจัด   ขณะเหยียบเหล็กจะเกิดเปลวไฟลุกท่วมเท้าเสียงดัง " ฉ่า "  จากนั้นก็นำมาเหยียบให้ผู้ป่วยบริเวณที่มีการเจ็บป่วย ซึ่งนับว่าเป็นการรักษาโรคแบบโบราณที่มีความอัศจรรย์มาก ตามตำนานกล่าวว่าสืบทอดกันมากกว่าร้อยปี
           ภายในวัด มีจุดสำคัญต่างๆ ในการตามรอยเสด็จประพาสต้น ดังนี้  ชมโบสถ์เก่าอายุกว่า 200 ปี   กราบพระสังกัจจายน์ยืน   ชมการ "  เหยียบฉ่า "  รักษาโรคอัมพฤกษ์อัมพาต  และกราบหลวงพ่อกัน  หลวงพ่ออินทร์ยอดเกจิอาจารย์ในอดีต  การเดินทาง ใช้เส้นทางสายนครสวรรค์-อำเภอโกรกพระ ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร วัดจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ ระหว่างทางมีร้านค้าชุมชนขายผลไม้ตามฤดูกาล ห่างจากตัววัดประมาณ 7 กิโลเมตร


   
 วัดพระปรางค์เหลือง

จากการสืบค้นหอจดหมายแห่งชาติพระราชนิพนธ์ใน ร.5 และพระราชนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ บันทึกไว้ว่า ร. 5 ทรงเสด็จประพาสที่วัดพระปรางค์เหลืองรวม 3 ครั้ง 
           ในการเสด็จครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม  ( พ.ศ. 2449 ) ร.ศ. 125  นับเป็นครั้งที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ นอกจากมีหลักฐานจากบทพระราชนิพนธ์ของ ร. 5 ทรงบันทึกการเดินทางเป็นรายวันถึงสถานที่ที่เสด็จประพาสต้นโดยละเอียด  พร้อมทั้งทรงถ่ายภาพและในครั้งนี้ " หลวงพ่อเงิน " ได้ถวายการรดน้ำมนต์แด่ ร.5 ได้สมณศักดิ์เป็น " พระครูพยุหานุสาสก์ "  ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอพยุหะคีรีมีชื่อทางด้านรดน้ำมนต์ " จินดามณี " 
          " วัดพระปรางค์เหลือง "  เป็นวัดโบราณที่เก่าแก่มากวัดหนึ่ง เจ้าหน้าที่ของกรมศิลปกรได้คำนวณอายุของวัดว่าเป็นวัดที่ถูกสร้างขึ้นประมาณปีพุทธศักราช 2305  ซึ่งเป็นสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย   ในอดีตที่ผ่านมาวัดมีชื่อเสียงในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ  ทางด้านยาสมุนไพรรดน้ำมนต์และคาถาตามหลักของแผนโบราณ รวมทั้งการรักษาโรคเคล็ด  ขัด ยอก และ  อัมพาต โดยวิธี " เหยียบฉ่า " อย่างได้ผล
           ซึ่งภายในวัด มีจุดสำคัญต่างๆ ในการตามรอยเสด็จประพาสต้น เช่น   องค์พระปรางค์เหลือง   วิหารหลวงพ่อโต  แพที่จอดเรือสมัย ร.5  การสาธิตเหยียบฉ่า   กุฏิหลวงพ่อเงิน  เก๋งเรือพระราชทาน   นมัสการรูปหล่อหลวงพ่อเงิน
            การเดินทาง  ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 สายกรุงเทพมหานคร-นครสวรรค์ แยกเข้าจังหวัดอุทัยธานี ก่อนข้ามสะพานวันรัต ให้เลี้ยวซ้ายตรงทางแยก ระยะทางประมาณ 500 เมตร วัดจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ 

 
 

 เขาถ้ำบุนนาค

 

ตั้งอยู่ที่ตำบลตาคลี อำเภอตาคลี ถนนเป็นลูกรังห่างจากอำเภอประมาณ 6 กิโลเมตร ห่างจากจังหวัด 80 กิโลเมตร ลักษณะที่ตั้งเป็นภูเขา ปากถ้ำสูงจากเชิงเขาประมาณ 25 - 30 เมตร ภายในถ้ำมีพระพุทธรูป และรอยพระพุทธบาทจำลอง มีปล่องให้แสงสว่างจากยอดเขาลงมา บรรยากาศในถ้ำไม่อับชื้นแต่เย็นสบายเพราะลมที่ลงมาตามปล่องภูเขาแล้วออกทางปากถ้ำ ที่เชิงเขาด้านปากถ้ำมีวัดถ้ำบุนนาค ที่กว้างขวางร่มเย็น


  
 
วัดเกยไชยเหนือ

 ตั้งอยู่ที่ หมู่ 4 บ้านปากคลอง ตำบลเกยไชย อำเภอชุมแสง เป็นวัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน ภายในวัดมีองค์เจดีย์บรรจุพระบรมธาตุทรงลังกาฐานแปดเหลี่ยม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าเสือ แห่งกรุงศรีอยุธยา มีพระอุโบสถหลังเก่าที่มีสถาปัตยกรรมงดงาม สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่าน นอกจากนี้ บริเวณนี้ยังเป็นต้นกำเนิดของตำนานของจระเข้ยักษ์ที่ชื่อไอ้ด่างเกยไชยอีกด้วยภายในวัดมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเป็นอาคารทรงไทย 2 หลัง  หลังแรกสร้างประมาณปี พ.ศ. 2539 ภายในจัดแสดง เครื่องปั้นดินเผาที่งมได้บริเวณท่าน้ำวัด นอกจากนี้ยังมีเครื่องเบญจรงค์ เครื่องจักสาน โทรทัศน์รุ่นเก่า เครื่องแก้ว ตะเกียง เตารีด จระเข้สตัฟฟ์ ฯลฯ   ส่วนอาคารหลังที่สอง สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2541 ตั้งชื่อว่าพิพิธภัณฑ์ต้นน้ำ ภายในจัดแสดง เครื่องปั้นดินเผา เครื่องแก้ว เครื่องเบญจรงค์ ธนบัตร เงินเหรียญโบราณ เครื่องทองเหลือง ปืนยาว เป็นต้นทางโรงเรียนวัดเกยไชยเหนือได้ฝึกเด็กนักเรียนเป็นมัคคุเทศน์น้อยนำชมวัดและพิพิธภัณฑ์ ผู้สนใจต้องแจ้งล่วงหน้ามาก่อนที่โรงเรียนวัดเกยไชยเหนือ โทร 0 5635 3176 การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๒๕ สายนครสวรรค์-ชุมแสง ระยะทางประมาณ ๓๕ กิโลเมตร จากตัวเมือง จะมีป้ายเลี้ยวซ้ายเข้าสู่วัดเกยไชยเหนือ

 

 ตลาดน้ำวัดบางประมุง

 

อยู่ริมฝั่งคลองบางประมุง บริเวณด้านหลังวัดบางประมุง ชาวบ้านจะพายเรือนำสินค้าและผลิตผลทางการเกษตรในพื้นที่มาจำหน่ายทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ระหว่างเวลา 07.00-16.00 น. นอกจากนี้ยังมีบริการอื่น ๆ อีก อาทิ นวดแผนโบราณ การล่องเรือชมคลองบางประมุง ชมสวนกล้วย บริการเรือพาย จักรยานน้ำ ฯลฯ สอบถามรายละเอียดได้ที่  ฝ่ายปกครอง ที่ว่าการอำเภอโกรกพระ โทร. 0 5629 1006
     การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข 3005 สายนครสวรรค์-โกรกพระ ระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปประมาณ 7 กิโลเมตร ถึงวัดบางประมุง รวมระยะทางห่างจากตัวเมืองนครสวรรค์ประมาณ 20 กิโลเมตร

 
 
 

เขาถ้ำพระ

 

ตั้งอยู่ที่หมู่ 8 ตำบลเนินศาลา ภายในถ้ำมีหินงอก หินย้อย และพระพุทธรูป ในเทศกาลสงกรานต์ประชาชนในท้องถิ่นจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปนมัสการเป็นจำนวนมาก จากเชิงเขามีบันไดคอนกรีตประมาณ 100 ขั้น ขึ้นสู่ปากถ้ำ เมื่อขึ้นไปบนยอดเขาสามารถมองเห็นภูมิประเทศที่สวยงามของอำเภอโกรกพระ
     การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข 3005 สายนครสวรรค์-อำเภอโกรกพระ ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปตามทางสายโกรกพระ-ทัพทัน ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าถ้ำพระ ประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นถนนลูกรัง รวมระยะทางห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 30 กิโลเมตร

 

 ถ้ำบ่อยา

 

 เป็นถ้ำอยู่บนเขาที่หมู่บ้านหินก้อน ตำบลหนองกรวด อำเภอเมือง อยู่ห่างจากตัวเมืองเป็นระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ตามถนนสายนครสวรรค์ - ลาดยาว ทางแยกเข้าวัดถ้ำบ่อยา (วัดศรีอุทุมพร) ระยะทาง 6 กิโลเมตร จากบริเวณเชิงเขา มีบันไดขึ้นไปสู่ตัวถ้ำ ภายในถ้ำมีบริเวณกว้างขวางพอสมควร โดยแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง ตอนแรกเป็นที่ตั้งพระประธานองค์ใหญ่ ช่วงที่ 2 อยู่ลึกเข้าไปข้างในเป็นทางตัน บริเวณนี้จะมีบ่อน้ำทิพย์ซึ่งชาวบ้านถือว่าเป็นบ่อยาศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้วย ช่วงที่ 3 เป็นทางที่จะออกจากบริเวณถ้ำสู่ภายนอกได้ทางหนึ่ง ภายในบริเวณถ้ำนอกจากจะมีบ่อน้ำทิพย์อยู่ดังกล่าวแล้ว ยังมีหินย้อยตามธรรมชาติที่งดงาม ซึ่งจะมองเห็นได้จากแสงไฟฟ้า ซึ่งมีให้ความสว่างอย่างเพียงพอภายในถ้ำ

  
  วัดศรีสวรรค์สังฆาราม (วัดถือน้ำ)

ตั้งอยู่ที่ตำบลนครสวรรค์ ออกห่างจากตัวเมือง 4 กิโลเมตร ไปตามถนนพหลโยธิน (นครสวรรค์ - กรุงเทพฯ) เข้าไปทางค่ายจิรประวัติ เป็นวัดเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับข้าราชการกระทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา โดยมีใบหอก ใบพาย มีดดาบสมัยโบราณ พระพุทธรูปทองคำปางปฐมเทศนาและพระพุทธรูปเนื้อเงินบรรจุอยู่ภายใน พระประธานในพระอุโบสถหลังเก่าประมาณอายุได้ 100 ปีเศษ ในปี พ.ศ. 2519 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ เสด็จฯ มาทรงตัดลูกนิมิตพระอุโบสถหลังใหม่ วัดนี้ถือได้ว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่มีคุณค่าแก่การศึกษาในทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่งแห่งหนึ่ง โทร. 0 5625 5444


    วัดวรนาถบรรพต

(เขากบ) เป็นวัดเก่าแก่ของนครสวรรค์ ตั้งอยู่บนยอดเขาและเชิงเขากบ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 185.50 เมตร มีทางขึ้น 2 ทางคือ ทางเดินขึ้นบันได จำนวน 437 ขั้น และอีกด้านหนึ่งมีถนนราดยางขึ้นสู่ยอดเขา ซึ่งมีโบราณวัตถุ อาทิ รอยพระพุทธบาทจำลอง เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งสร้างสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี บริเวณเชิงเขามีเจดีย์ขนาดใหญ่สมัยสุโขทัย ซึ่งกรมศิลปากรได้จารึกประวัติศาสตร์ของวัดไว้ที่ฐานของเจดีย์องค์นี้ด้วย วัดนี้ได้รับการยกย่องจากกรมการศาสนา และมหาเถรสมาคมให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างเมื่อ พ.ศ. 2509 นอกจากนั้นในวัดยังมีรูปหล่อพระหลวงพ่อทอง อันเป็นที่เคารพนับถือของชาวจังหวัดนครสวรรค์ ประดิษฐานอยู่ในวิหารข้างเจดีย์ใหญ่ด้วย บริเวณเนินเขาใกล้เคียงเป็นที่ตั้งของสถานีถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ ช่อง 3, 5, 7, 9 และ 11 จาก กรุงเทพฯ ไปสู่จังหวัดในภาคเหนือ โทร. 0 5633 6429
     การเดินทาง   ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 ( สายเอเชีย ) เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1 ( เดิม ) มุ่งหน้าสู่เทศบาลจังหวัดนครสวรรค์  ก่อนเทศบาลจะมีแยกซ้ายมือขึ้นเขากบระยะทางจากตัวเมืองประมณ 1 กิโลเมตร

  

 
 วัดเกรียงไกรกลาง


ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลเกรียงไกร ริมฝั่งแม่น้ำน่าน ภายในวัดมีพระพุทธรูปสำริด ปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย และวิหารเก่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ระหว่าง พ.ศ. 2400-2430 เป็นสิ่งก่อสร้างเดียวของวัดที่ยังไม่มีการบูรณะ มีรอยพระพุทธบาทจำลอง ประดิษฐานอยู่ภายใน มีจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพพุทธชาติชาดก
               พระประธานในวิหาร คือ หลวงพ่อสัมฤทธิ์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีประวัติที่น่าสนใจคือ เมื่อกรุงสุโขทัยใกล้เสื่อมอำนาจลง และมีภัยสงครามอยู่เป็นประจำชาวสุโขทัยจึงได้นำพระพุทธรูปล่องแพมาตามลำน้ำ และเมื่อมาถึงปากน้ำเชียงไกล แพจมลงจึงนำพระพุทธรูปขึ้นและโบกปูนทับ เพื่อให้ปลอดภัยจากสงคราม จนกระทั่งเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น พ.ศ.2147 ชาวบ้านได้สร้างวัดนี้ขึ้นตรงที่ประดิษฐานพระพุทธรูป และนำพระพุทธรูปซ่อนไว้ในผนังพระอุโบสถเพื่อป้องกันภัยสงคราม และไม่มีใครล่วงรู้จนกระทั่งเวลาผ่านไปเป็นร้อยปี เมื่อ พ.ศ.2511 ได้มีการซ่อมผนังพระอุโบสถจึงพบแต่พระพุทธรูปปูนธรรมดา นานวันเข้าปูนกะเทาะออกจึงทราบว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำ
               บริเวณหน้าวัดมีฝูงลิงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และมีฟาร์มจระเข้ด้วย ตามปกติวิหารเก่า จะเปิดให้เข้าชมในช่วงเทศกาลเท่านั้น สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าชมช่วงนอกเทศกาลสามารถแจ้งทางวัดให้เปิดได้
               การเดินทาง  ใช้ทางหลวงหมายเลข 225 สายนครสวรรค์-ชุมแสง  ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร  เลี้ยวซ้ายตามป้ายบอกทางเข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร ถึงตัววัดรวมระยะทางห่างจากตัวเมืองประมาณ 12 กิโลเมตร หรือเช่าเรือจากท่าน้ำเจ้าพระยา ล่องมาตามลำน้ำน่านขึ้นที่ท่าน้ำวัดเกรียงไกรกลาง


  
 

 

แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 02 มิถุนายน 2011 เวลา 07:31)